วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประสาร'ย้ำดอกเบี้ย เครื่องมือที่เหมาะสม

"ประสาร" ตอกย้ำ "ดอกเบี้ย" เครื่องมือเหมาะสม ดูแลเสถียรภาพ หากหันมาใช้กรอบอัตราแลกเปลี่ยน อาจเจ็บปวดเช่นวิกฤติ ปี"40

อัตราดอกเบี้ยไทยสูง แถมเป็นเครื่องมือที่ล้าสมัย เป็นคำถามที่ท้าทายผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) "ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" และยิ่งใกล้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งต่อไป 3 เม.ย. จะเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

แถมล่าสุด กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย้ำชัดเจน "ดอกเบี้ยไทยสูงเกินไป"

สวนทางกับกรอบคิดและข้อมูลของ ผู้ว่าการ ธปท. ที่บอกว่าอัตราดอกเบี้ยไทยสูงนั้น วัดจากอะไร เพราะถ้าวัดกับอัตราดอกเบี้ยของประเทศอื่นในภูมิภาคแล้ว ของไทยไม่ได้สูงกว่าคนอื่นเลย ซึ่งในภูมิภาคหากไม่นับสิงคโปร์กับฮ่องกงแล้ว มีเพียงไต้หวันประเทศเดียวที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าไทย และถ้าดูอัตราดอกเบี้ยแท้จริงแล้ว จะเห็นว่า ของไทยต่ำที่สุดในภูมิภาค และปัจจุบันติดลบอยู่ 0.64%

ด้านการใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือนั้น "ศุภวุฒิ สายเชื้อ" กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ภัทร ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ไทยเป็นประเทศเล็กและเปิด อัตราดอกเบี้ยจึงไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลเงินเฟ้อได้ และ กรอบ Inflation Targeting จึงถึงเวลาที่จะทบทวน

เขามองว่าสำหรับประเทศไทยนั้น การใช้ดอกเบี้ยเพื่อ "คุม" เงินเฟ้อ อาจไม่ได้ผลมากนัก เพราะจากสถิติในอดีต พบว่า เงินเฟ้อไทยมีความสัมพันธ์กับเงินเฟ้อต่างประเทศ ราว 80% ซึ่งเป็นผลจากสัดส่วนการนำเข้าและส่งออกของไทย ที่สูงถึง 140% ของจีดีพี ดังนั้นการขึ้นอัตราดอกเบี้ย จึงอาจไม่ได้ช่วยคุมเงินเฟ้ออย่างที่เข้าใจกันก็เป็นได้ และเครื่องมือที่ดูแลเงินเฟ้อจึงไม่ใช่ "ดอกเบี้ย" แถมยังสร้างปัญหาข้างเคียงด้วยการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาด้วยข้อเสนอคือหันมาใช้เครื่องมือ "อัตราแลกเปลี่ยน" แทน

บนเวทีเสวนา "Nation Exclusive Insights for CEOs : จับสัญญาณ ค่าเงินบาท 2013" ซึ่งมีขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตอกย้ำ และแก้ต่างว่าอัตราดอกเบี้ยยังเหมาะสมในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาและเศรษฐกิจ ส่วนนโยบายกรอบอัตราแลกเปลี่ยน ไม่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทย บทเรียนในอดีตได้สอนความเจ็บปวดที่ควรค่าแก่การจดจำไว้เป็นอย่างดี

"ในเชิงดอกเบี้ยกับอัตราแลกเปลี่ยน เรามีประสบการณ์ที่ค่อนข้างเจ็บแสบมาก เวลาเราใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยมีประสบการณ์ที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ปี 2540 นั่นแหละ และในช่วงก่อน 2540 เราใช้ Exchange Rate Targeting มันมี 2 ด้าน ไปทางอ่อน กับทางแข็ง ที่เราประสบในปี 2540 ก็คือว่าแรงมันแรงไปทำให้บาทอ่อน ถ้าเราอยากบังคับเครื่องมือนี้ อยากจะคอนโทรล เราต้องขายดอลลาร์ เพื่อทานเรื่องบาท ตลาดต้องการให้บาทอ่อน แต่เราอยากคอนโทรลไม่ให้บาทอ่อน ด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ การทำอย่างนั้นคือการใช้ทรัพยากรในมือที่มีอย่างจำกัด ซึ่งหมดกระเป๋า เครื่องมือนี้มีบางสถานการณ์ที่จะบีบให้เราเข้ามุมแล้วเราไม่สามารถคอนโทรลมันได้ "

ผู้ว่าการ ธปท. เห็นว่า การใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือ สามารถที่จะกำหนดเป้าได้ดีกว่าอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งดูตัวอย่างกรณีของสิงคโปร์ได้ว่า ไม่สามารถควบคุมทิศทางค่าเงินได้มากนัก ขณะที่กรณีของไทย หลังจาก กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.75% ธปท.สามารถปฏิบัติการทางการเงินให้ได้ดอกเบี้ยในตลาดเงินที่ 2.75% หรือใกล้ 2.75% เพราะมีพละกำลังที่จะทำได้

"อย่าง สิงคโปร์ เวลาบอกตลาด ต้องบอกว่าฉันอยากจะเห็นอัตราแลกเปลี่ยนของสิงคโปร์ดอลลาร์เมื่อเปรียบกับดอลลาร์สหรัฐอยู่ในทิศทางที่แข็งขึ้น แต่ธนาคารกลางสิงคโปร์ ไม่สามารถบังคับตัวนี้ได้เต็มที่ มันจะมีปัจจัย ดีมานด์ ซัพพลาย ในตลาดการเงิน เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนตัวนั้น ไม่สามารถคอนโทรล ต่างกับดอกเบี้ยซึ่งเราควบคุมได้ ดอกเบี้ยนโยบาย operation ในตลาดเงินก็คือดูดซับเงินบาท การปล่อยหรือดูดเงินบาท operation ของธนาคารกลางมีไม่มาก กำลังของเรามีไม่มาก ถ้าเป็นอัตราแลกเปลี่ยน บางขาต้องมี ทุนสำรองจำนวนมาก "

ผู้ว่าการ ธปท. ยังเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นตัวแปร ในตลาดการเงินที่มีอิทธิพลมาก โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจร้อนแรง ในระดับสากลทุกคนก็ยอมรับ เพราะหากร้อนแรง ขึ้นดอกเบี้ยมันจะต้านทานได้ แต่เป็นช่วงเศรษฐกิจขาลง จะลดดอกเบี้ยเร็ว แรงเท่าไรก็ไร้ผล เช่นตัวอย่างของสหรัฐและญี่ปุ่น ที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำก็ไม่สามารถดึงเศรษฐกิจขึ้นมาได้

"เปรียบเหมือนเครื่องบินเวลาขึ้น ใบพัดเวลากาง ก็สามารถต้านทานลมได้บ้าง แต่เมื่อจะร่อนลง จะกางปีกอย่างไร ก็ไม่อาจทานได้มากนัก"

เนื่องจากเขาเห็นว่า การดำเนินนโยบายการเงินแบบที่ผ่อนคลายมากๆ ของกลุ่มเศรษฐกิจสำคัญนั้นเริ่มมีความเสี่ยงขึ้นบ้าง ก็เป็นส่วนเสริมที่จะทำให้เกิดเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งแสดงด้วยข้อเท็จจริงว่ามีเงินเข้าสู่ประเทศไทย

สำหรับเศรษฐกิจไทย ณ 18 ม.ค. ประสาร บอกว่า จีพี มอร์แกน ประเมินเศรษฐกิจไทยปีที่แล้วจะโต 5.9% ส่วนปีนี้ จะขยายตัว 4.5% ซึ่งหากพิจารณาจากข้อมูลใหม่ของ สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่าปีที่แล้วเศรษฐกิจโต 6.4% และปีนี้จะขยายตัวมากกว่า 5%

ส่วนเศรษฐกิจโลก บรรยากาศดีขึ้นมาก แม้มีบางช่วงบางตอนไม่แน่ใจว่า กรีซจะออกจากยูโรหรือเปล่า และจะกระทบเป็นลูกโซ่อย่างไรบ้าง ข้ามมาปีใหม่ถือว่าบรรยากาศดีขึ้นมาก แม้ว่าโดยรวมยังมีความเปราะบางอยู่ เศรษฐกิจอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เวลานี้ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวพอประมาณ ในขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชีย มีศักยภาพในการเติบโตมากกว่า

"ประเทศไทยเวลานี้ ถือว่าโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจค่อนข้างดี อย่าเพิ่งไปกังวลถกเถียงอะไรที่ลึกซึ้งมาก ตลาดการเงินโดยเฉพาะตลาดพันธบัตร ส่วนร่วมของผู้ลงทุนต่างชาติต่ำ เปรียบเทียบเช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ค่อยๆ ไต่ขึ้น แม้ไต่ขึ้นในระดับนี้ ก็ถือว่าเป็นระดับที่ต่ำกว่า เศรษฐกิจโลกที่เวลานี้ ยังมีความเปราะบางอยู่พอประมาณ"

เขาสรุปในตอนท้ายว่า ธนาคารกลาง อย่าง ธปท.ในภาวะสถานการณ์เศรษฐกิจและเศรษฐกิจโลกเวลานี้ ได้วางกรอบนโยบายไว้ 3 ด้าน คือ 1.ต้องการมีนโยบายดอกเบี้ยแบบอิสระ หมายถึง ถ้าเห็นเศรษฐกิจร้อนแรงก็ขึ้นดอกเบี้ย ถ้าเศรษฐกิจซบเซาก็ลดดอกเบี้ย 2.เป็นเศรษฐกิจที่ยอมให้เงินทุนเคลื่อนย้าย เข้าและออกประเทศได้อย่างเสรี และ 3.อัตราแลกเปลี่ยนยืดหยุ่น แต่ ธปท.พร้อมเข้าแทรกแซง หากเกิดกรณีค่าเงินผันผวน!!!