วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นกลุ่มชินฯพุ่งยกแผงรับยอดขายไอพีสตาร์

หุ้นกลุ่มชินคอร์ปวิ่งยกแผง กำไรโตตามลูก เตรียมลุยทีวีดิจิทัล ขณะที่ "ไทยคม" ราคาทุบสถิติ 10 ปี แจงยอดขายไอพีสตาร์ 40% เกินเป้า

การเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น (INTUCH) เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2556 ราคาปรับตัวขึ้นทุกบริษัท ล่าสุด หุ้นอินทัช ปิดตลาดที่ 68.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท คิดเป็น 0.73% หุ้นแอดวานซ์ (ADVANC) 206 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท คิดเป็น 0.49% หุ้นไทยคม (THCOM) 27.75 บาท เพิ่มขึ้น2.25 บาท คิดเป็น 8.82% ซึ่งเป็นระดับราคาที่สูงสุดในรอบ 10 ปี หุ้นซีเอส ล็อกซอินโฟ (CSL) 11.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท คิดเป็น 3.70%

นางสาวทมยันตี คงพูลศิลป์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายลงทุนสัมพันธ์ บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการของบริษัททั้งรายได้และกำไรจะเติบโตตามบริษัทลูก โดยคาดว่ารายได้ในส่วนที่รับรู้จากบริษัทลูกค้าจะเติบโต 6-8% อย่างไรก็ตาม บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาแผนลงทุนในธุรกิจดิจิทัล คาดใช้เงินลงทุนไม่สูง เตรียมตั้งบริษัทลูกเพิ่ม มองเป็นโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่ม

"แนวโน้มบริษัทลูกในกลุ่มชินคอร์ปปีนี้น่าจะยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะไทยคม สถานการณ์บริษัทน่าจะดีขึ้น หลังจากรับรู้ผลขาดทุนของบริษัทเอ็มโฟนน้อยลง ส่วนแอดวานซ์ก็ยังสามารถให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลได้ในระดับ 100%ของกำไรสุทธิและรักษาการเติบโตได้ 6-8% ซึ่งบริษัทชินคอร์ป น่าจะมีรายได้เติบโตได้ในระดับเท่ากัน" นางสาวทมยันตี กล่าว

เธอกล่าวว่าความคืบหน้าในการยื่นประมูลระบบทีวีดิจิทัลนั้น ขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ในช่วงของการศึกษาข้อมูลและรอความชัดเจนจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในเรื่องหลักเกณฑ์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเตรียมงบประมาณในการยื่นประมูลครั้งนี้เท่าไร และเตรียมที่จะเลือกจำนวนช่องในการประมูลเท่าใดเช่นกัน

นายเคน สตรุทเกอร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยคม (THCOM) กล่าวว่าขณะนี้บริษัทมียอดขายสัญญาณไอพีสตาร์เพิ่มขึ้นและเกินเป้าหมายที่วางไว้ที่ระดับ 40% ดังนั้น ทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 60% ซึ่งตามเงื่อนไขเดิมก่อนที่จะพิจารณาสร้างไอพีสตาร์เพิ่มอีก 1 ดวง จะต้องมียอดขายที่เกิน 40% และอีกเงื่อนไขคือจะต้องมีลูกค้าจองสัญญาดาวเทียบดวงใหม่ 50% ทำให้บริษัทต้องรอให้ผ่านเงื่อนไขดังกล่าว จึงจะพิจารณา แต่คาดว่าน่าจะสรุปได้ภายในครึ่งหลังของปีนี้

เขากล่าวว่า กรณีการประมูลใบอนุญาตธุรกิจดิจิทัลทีวีที่จะเกิดขึ้นนั้น มองว่าระบบดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจทีวีดาวเทียม ซึ่งคาดว่าทางการคงจะมีนโยบายให้การประกอบธุรกิจอย่างยุติธรรม ขณะที่สิ่งที่นักลงทุนกังวลกรณีที่เงินบาทแข็งค่าจากระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ เป็น 29 บาทต่อดอลลาร์นั้น บริษัทยืนยันไม่ได้รับผลกระทบแม้ว่าจะมีรายได้จากสกุลเงินดอลลาร์

นางสาวนัฐิยา พัวพงศกร ผู้จัดการนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) กล่าวว่า บริษัทคาดว่าปีนี้กำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) จะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 41-42% จากปีก่อนที่อยู่ในระดับ 43.4% หลังบริษัท มีค่าใช้จ่ายจากการเปลี่ยนโครงข่ายลูกค้า (โรมมิ่ง) จากโครงข่าย 2จี เป็น 3จี คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์
เธอกล่าวว่า บริษัทจะมีเป้าหมายในการใช้เงินลงทุนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างโครงข่ายใหม่ให้ครอบคลุม 97% ของประชากรในประเทศ