วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ วันที่ 11-15 กุมภาพันธ์ 2556

เงินบาททยอยอ่อนค่าลง ขณะที่หุ้นไทยลดช่วงบวกลงจากแรงขายทำกำไร

ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้


อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น


๐ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ อีกทั้งมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.65% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.75% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน

ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 18-22 ก.พ. 2556 ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ รวมถึงมีการนำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนให้กับกรมสรรพากร ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ


๐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.18% ในวันศุกร์ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 3.14% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยปรับเพิ่มขึ้น โดยมีแรงขายทำกำไรจากนักลงทุน หลังราคาพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวขึ้น


๐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.00% ในวันพฤหัสบดี เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 1.95% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ ก่อนมีการเสนอขายพันธบัตรสหรัฐฯ ใหม่ โดยมีแรงขายทำกำไร หลังข้อมูลยอดค้าปลีกออกมาดี อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนปรับลดลงในวันพฤหัสบดี ท่ามกลางความกังวลต่อเศรษฐกิจในยูโรโซน หลังเศรษฐกิจยูโรโซนหดตัวลง 0.6% ในไตรมาส 4/2555


ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าเงินบาท (Onshore)


๐ เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์ตามแรงขายทองคำในตลาดโลกและทิศทางของสกุลเงินเอเชีย ก่อนจะดีดตัวแข็งค่ากลับมาในช่วงกลางสัปดาห์ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ของกลุ่มผู้ส่งออก อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของเงินบาทในภาพรวมยังคงอยู่ในกรอบแคบๆ เนื่องจากตลาดยังคงรอติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในการประชุมกนง.วันที่ 20 ก.พ. 2556


๐ ในวันศุกร์ (15 ก.พ.) เงินบาทอยู่ที่ 29.84 เทียบกับระดับปิดตลาดในวันศุกร์ก่อนหน้า (8 ก.พ.) ที่ 29.75 บาทต่อดอลลาร์ฯ

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (18-22 ก.พ.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 29.70-29.90บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจากผลการประชุมกนง.(20 ก.พ.) และการตอบรับของตลาดหลังการประชุม G20 ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.พ. ดัชนีราคาผู้บริโภค ยอดขายบ้านมือสอง ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน การขออนุญาตก่อสร้าง ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนม.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ นักลงทุนอาจติดตามผลสำรวจดัชนี PMI ภาคการผลิต (เบื้องต้น) สำหรับเดือนก.พ. ของหลายๆประเทศด้วยเช่นกัน อนึ่ง ตลาดการเงินสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันจันทร์ที่ 18 ก.พ. เนื่องในวัน Presidents Day


เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ


๐ เงินยูโรอ่อนค่าลง หลังจากที่ทยอยแข็งค่าขึ้นตามแรงซื้อคืนของนักลงทุนในช่วงต้นสัปดาห์ รับข่าวที่กรรมการของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ให้ความเห็นว่า เงินยูโรที่ระดับปัจจุบันไม่ได้มีค่าสูงเกินไป อย่างไรก็ดี ความกังวลต่อสถานการณ์เลือกตั้งในอิตาลีวันที่ 24-25 ก.พ. ตลอดจนข้อมูลจีดีพียูโรโซน (รวมถึงเยอรมนี และฝรั่งเศส) ที่สะท้อนภาพการหดตัวมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4/2555 ก็กดดันเงินยูโรให้อ่อนค่ากลับมาในช่วงที่เหลือของสัปดาห์


๐ เงินเยนแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 33 เดือนครั้งใหม่ ก่อนฟื้นตัวแข็งค่ากลับมา โดยหลังจากที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ กล่าวสนับสนุนความพยายามของญี่ปุ่นในการยุติภาวะเงินฝืด และกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว อย่างไรก็ดี เงินเยนทยอยลดช่วงติดลบ และฟื้นตัวกลับมาได้อีกครั้ง เนื่องจากแถลงการณ์ของกลุ่ม G-7 ระบุว่า ยังคงสนับสนุนอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดโดยตลาด และนโยบายการเงินการคลังจะต้องไม่มุ่งไปที่การลดค่าเงิน อนึ่ง ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.0-0.1 โดยไม่มีการเพิ่มมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบใหม่


๐ ในวันศุกร์ (15 ก.พ.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3327 เทียบกับ 1.3363 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า ขณะที่ เงินเยนอยู่ที่ 92.67 จาก 92.66 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า


ตลาดทุน

ตลาดหุ้นไทย


๐ ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดช่วงบวกลง โดยมีแรงขายทำกำไร จากความกังวลเศรษฐกิจในยูโรโซน ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,521.52 จุด เพิ่มขึ้น 1.62% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 3.27% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 57,918.90 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนรายย่อย ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 451.03 จุด ลดลง 0.31% จากสัปดาห์ก่อน


๐ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางแรงขายทำกำไรของนักลงทุน ก่อนที่จะพุ่งขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อจากกองทุน และพอร์ตการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ อย่างไรกีดี ตลาดหุ้นลดช่วงบวกลงในวันศุกร์ โดยมีแรงขายทำกำไรจากนักลงทุน หลังเศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาส 4/2555 หดตัวลง


๐ สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 18-22 ก.พ. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นจากแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นขนาดใหญ่ แต่ต้องระวังแรงขายทำกำไร โดยต้องรอดูการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในวันที่ 20 ก.พ. 2556 รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ บันทึกการประชุมเฟด และดัชนีราคาผู้บริโภค ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,494 และ 1,484 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,540 และ 1,555 จุด ตามลำดับ


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ


๐ ดัชนี DJIA ปรับลดลง จากความกังวลต่อมุมมองเศรษฐกิจใน ยูโรโซน โดยในวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 13,973.39 จุด ลดลง 0.14% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงเล็กน้อยใน วันจันทร์โดยมีแรงขายทำกำไร ก่อนที่จะปรับขึ้นในวันอังคารจากความเห็นของรองประธานเฟดที่สนับสนุนนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ก่อนที่จะทรงตัวในช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่นักลงทุนรอการแถลงนโยบายประจำปีของประธานาธิบดีบารัค โอบามา จากนั้นตลาดหุ้นสหรัฐฯ แกว่งตัวลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจในยูโรโซน หลังเศรษฐกิจหดตัวเพิ่มในไตรมาส 4/2555


ตลาดหุ้นญี่ปุ่น


๐ ดัชนี Nikkei ปรับลดลง จากความกังวลต่อมุมมองเศรษฐกิจใน ยูโรโซน โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 11,173.83 จุด เพิ่มขึ้น 0.19% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากข่าวที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ สนับสนุนการดำเนินนโยบายเชิงรุกของญี่ปุ่นในการแก้ไขปัญหาภาวะเงินฝืดและกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางข้อมูลผลประกอบการบริษัทญี่ปุ่นที่สดใส ก่อนจะปรับลดลงในวันศุกร์ หลังเศรษฐกิจยูโรโซนหดตัวลง 0.6% ในไตรมาส 4/2555 ซึ่งออกมาแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์