"ชัชชาติ"สั่งสนข.ทบทวนเงินลงทุนโครงการทวายมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ย้ำให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากสุด ทุบโต๊ะ 18 ก.พ.นี้
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย เปิดเผยว่า ที่ประชุมมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ไปวิเคราะห์ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในโครงการทวายเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนถนน ท่าเรือ รถไฟ และนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากข้อมูลของส่วนกลางยังมีรายละเอียดที่แตกต่างกับข้อมูลของ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับสัมปทานโครงการ โดยจะต้องนำข้อมูลทั้ง 2 ฝ่ายมาวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อหาข้อมูลที่ตรงกับข้อเท็จจริงมากที่สุด หากข้อมูลแตกต่างกันอาจส่งผลกระทบต่อ การคำนวณอัตราผลตอบแทนการลงทุนและความเป็นไปได้ของโครงการ
สำหรับประเด็นที่ สนข.จะต้องไปวิเคราะห์เพิ่มเติม เช่น 1.ความต้องการใช้สาธารณูปโภค 2.โครงสร้างการคำนวณค่าบริการสาธารณูปโภคในสาขาต่างๆ 3.ปริมาณเงินลงทุนในโครงการ 4.ระยะเวลาการดำเนินการของโครงการ และ 5.ข้อมูลทางด้านเทคนิคการก่อสร้างสาธารณูปโภค เช่น ตำแหน่งของการก่อสร้างท่าเรือภายในนิคม ซึ่งล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นเสนอแนะว่า การวางตำแหน่งท่าเรือไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อการจราจรภายใน โดยเสนอให้แยกท่าเรือคอนเทนเนอร์ ออกจากท่าเรือขนส่งวัตถุดิบ
ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการมีข้อมูลจำกัดมาก ดังนั้นจำเป็นต้องขอข้อมูลจากบริษัท อิตาเลียนไทยฯ มาทบทวนและวิเคราะห์ความเหมาะสมว่าแต่ละปีมีการลงทุนเท่าใด มีกระแสเงินสดในโครงการเท่าไหร่ เพื่อสร้างความมั่นใจด้านรายได้และรายจ่ายให้กับนักลงทุนที่จะตัดสินใจเข้ามาลงทุน คาดว่าจะได้ข้อสรุปเบื้องต้น และเสนอให้ที่ประชุมอนุกรรมการฯพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไปวันที่ 18 ก.พ. นี้
ส่วนการตั้งบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี)นั้น ยังไม่มีความชัดเจน ปัจจุบันกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด ซึ่งคงต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากอัตราการคืนทุนในโครงการดังกล่าวอาจใช้เวลานาน เพราะจะมีการคิดอัตราค่าบริการสาธารณูปโภคภายในนิคมฯ ในอัตราที่ไม่สูงมากนัก เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุน เช่น น้ำประปาอาจใช้เวลาคืนทุนประมาณ 20 ปี
สำหรับผู้ร่วมทุนนั้น ขณะนี้ญี่ปุ่นยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลประมาณ 1 ปี เพราะโครงการมีมูลค่าลงทุนรวมทั้งฝ่ายไทยและเมียนมาร์สูงถึง 2.9 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลไทยไม่สามารถเร่งรัดให้ญี่ปุ่นตัดสินใจได้ เพราะฝ่ายไทยทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนให้เกิดการลงทุน ทำได้เพียงพยายามผลักดันโครงการที่เป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งยอมรับว่าไม่ง่าย เนื่องจากโครงการลงทุนมีรายละเอียดค่อนข้างมาก









