เครดิตบูโรยันหนี้เสียมี 1.6 ล้านบัญชี ห่วงหนี้รายย่อยรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท/เดือน เอ็นพีแอลพุ่ง
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ให้ความเห็นว่า จากข้อมูล ณ สิ้นปี 2555 ลูกหนี้สินเชื่อในระบบของเครดิตบูโรมีทั้งสิ้น 23 ล้านราย 44 ล้านบัญชีสินเชื่อ คิดเป็นลูกหนี้ประมาณ 17-18 ล้านครัวเรือน มีลูกหนี้ที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ค้างชำระหนี้เกิน 1 ปี ประมาณ 1.6 ล้านบัญชี และ 1.1 ล้านบัญชี อยู่ระหว่างการดำเนินการในชั้นศาล
"เท่าที่เรามีข้อมูลจะพบว่าคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท/เดือน อยู่บ้านเช่า กินข้าวถุง เริ่มเห็นสัญญาณมีปัญหา"
นายสุรพล กล่าวว่า ปัญหาหนี้เสียในกลุ่มคนที่รายได้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม คาดว่าจะเห็นชัดเจนในปีนี้ เนื่องจากในช่วงปลายปี 2554 หลังจากไทยเจอมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ มีการผ่อนปรนอัตราดอกเบี้ย หรือยืดการชำระหนี้ ซึ่งมาตรการให้ความช่วยเหลือจะเริ่มสิ้นสุดลงในปีนื้ และเจ้าหนี้รายใหญ่ของลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์) ซึ่งปล่อยกู้คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งมีประมาณ 2.7 ล้านบัญชี
ขณะเดียวกันเครดิตบูโร ยังมีความกังวลลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ เพราะจากข้อมูล ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2555 แม้จะยังไม่มีโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาล แต่ก็พบว่า มีลูกหนี้ที่ขอกู้ซื้อรถยนต์ เริ่มมีการค้างชำระเกิน 3 งวดเพิ่มมากขึ้น โดยมีลูกหนี้ค้างชำระกว่า 3.8 แสนคน จากจำนวนผู้ขอกู้ 5 ล้านคัน หรือคิดเป็นประมาณ 6%
“ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่สะสมในช่วงก่อนหน้า ก่อนที่จะมีโครงการรถคันแรก ซึ่งก็คงต้องดูต่อไปว่า หลังจากที่มีโครงการรถยนต์คันแรกแล้ว จะมีปัญหาเพิ่มขึ้นหรือไม่”นายสุรพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รัฐบาลมีโครงการรถคันแรกในปีที่ผ่านมา จำนวนบัญชีใหม่ที่เปิดบัญชีสินเชื่อรถยนต์สูงขึ้นมาก ซึ่งหมายความว่า หนี้ครัวเรือนเริ่มปรับตัวสูง และเริ่มเห็นการขยับตัวของบรรดาลิสซิ่งในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจจักรยานยนต์ ขอเข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโรมากขึ้น
ขณะเดียวกันสัญญาณที่น่ากังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้รายย่อย ขณะนี้เริ่มเห็นบริษัทที่ปล่อยกู้สินเชื่อส่วนบุคคลที่เป็นต่างชาติ เข้ามาขอข้อมูลการชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อยถี่ขึ้น จากเดิมที่ขอเป็นรายไตรมาส แต่ตอนนี้เริ่มขอข้อมูล 2 เดือน หรือถี่ขึ้นจากเดิมปีละ 4 ครั้งเป็น 6 ครั้ง เนื่องจากกังวลว่าอาจเป็นเอ็นพีแอล
"ที่ผมห่วงคือ คนที่เป็นหนี้แล้ว เริ่มแบกภาระไม่ไหว ขอกู้ใหม่ มาโปะหนี้ใหม่ แล้วเขาจะผ่อนไหวหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่น่ากังวลสำหรับหนี้ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท"
ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร ยังแนะนำด้วยว่า ก่อนการตัดสินใจกู้หนี้ เราควรคิดอย่างรอบคอบ และประเมินสถานะของตัวเองว่าสามารถผ่อนชำระคืนได้หรือไม่ เพราะจริงๆแล้วถ้าเรามีหนี้ที่เป็นสินเชื่อบ้าน รถยนต์ และบัตรเครดิต ควรไม่เกิน 40% ของรายได้ ส่วนอีก 30% ควรเก็บไว้สำหรับจ่ายรยเดือน และอีก 30% เก็บไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด









