จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เล็งโละทิ้งแผนกผลิตภัณฑ์ส่วนตัวของผู้หญิง พร้อมตัดทิ้งธุรกิจที่ไม่สอดคล้องต่อแนวทางการเติบโตของบริษัท
แหล่งข่าวซึ่งใกล้ชิดกับเหตุการณ์ ระบุว่า แผนกซึ่งผลิตน้ำมันหล่อลื่นเค-วาย ต้องแข่งขันกับผลิตภัณฑ์จากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ‘พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พี แอนด์ จี)’ รวมถึงเป็นที่น่าสนใจต่อผู้ซื้อกองทุนส่วนบุคคลที่ลงทุนนอกตลาดหลักทรัพย์ (Private -equity) อย่างไรก็ตามโฆษกของเจ แอนด์ เจปฎิเสธที่จะให้ความคิดเห็น
จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (เจ แอนด์ เจ) ซึ่งมียอดจำหน่ายกว่า 67.2 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา กำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ “อเล็กซ์ กอร์สกี้” และเปิดตัวเวชภัณฑ์ยา ซึ่งต้องได้รับใบสั่งจากแพทย์ ขณะที่ต้องแก้ไขปัญหาด้านการผลิตในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะเดียวกัน บริษัทจากรัฐนิวเจอร์ซีย์แห่งนี้ กำลังอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนสินค้าบางตัว อาทิเช่น ยาป้องกันการติดเชื้อ ‘โมนิสตาท์’ และอุปกรณ์ทดสอบการตั้งครรภ์ ‘อีพีที’ ซึ่งตัวเลขยอดขายของผลิตภัณฑ์ทั้งสองเพิ่มขึ้นเชื่องช้าเกินไปสำหรับผู้บริหาร หรือว่าอยู่นอกเหนือตลาด ซึ่งเป็นเป้าหมายของบริษัท โดยเจ แอนด์ เจ เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่า บริษัทจะพิจารณายุติการดำเนินกิจการ หรือแนวทางเลือกอื่นๆ สำหรับธุรกิจ ซึ่งต้องใช้การทดสอบเชิงคลินิก
นอกจากนี้เจ แอนด์ เจยังขายแบรนด์ยาลดกรดในกระเพาะ ‘โรเลดส์’ ให้บริษัทซาโนฟี่ไปเมื่อไม่นานนี้ กอร์สกี้ กล่าวระหว่างการเปิดเผยแผนธุรกิจว่า “ทีมบริหารใหม่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี โดยเรามีความกระตือรือร้นเป็นอย่างมากในการปรับเปลี่ยนพื้นฐานในการปฎิบัติงาน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัท” แผนกผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพผู้หญิงของเจ แอนด์ เจ มียอดจำหน่ายทั่วโลกประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 9% จากช่วงเดียวกันในปี 2554 โดยแบรนด์ ‘จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน’ มีชื่อเสียงโด่งดังบนเวทีโลกมากกว่าในบ้านเกิดของตนเองอย่างสหรัฐ ตามตัวเลขยอดจำหน่าย แผนกสินค้าอุปโภคบริโภคของบริษัทสามารถทำยอดจำหน่ายทั่วโลกได้กว่า 14.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2555 ลดลง 2.9% จากปีก่อนหน้า
บุคคลซึ่งใกล้ชิดกับเหตุการณ์ระบุว่า เจ แอนด์เจจะดำเนินการกำจัดสินทรัพย์ในแผนกสินค้าอุปโภคบริโภคต่อไป ซึ่งรวมถึงแบรนด์ชื่อดังอย่าง นูโทรจีน่า, แบนด์-เอด, ลิสเตอรีนและไทลินอล ทั้งนี้หน่วยอุปกรณ์การแพทย์-การวินิจฉัยโรค และธุรกิจเภสัชกรรมของเจ แอนด์ เจมีขนาดใหญ่ขึ้นอีกด้วย โดยมียอดขายกว่า 25 พันล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว









