เงินบาทกลับมาอ่อนค่าเล็กน้อย ขณะที่ หุ้นไทยปรับขึ้นเหนือระดับ 1,450 จุด
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
๐ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง ขณะที่ ธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ นอกจากนี้ ก็มีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.65% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.75% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 28 ม.ค.-1 ก.พ. 2556 คงจะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่อง เข้าสู่ระบบการเงินหลังจากการเบิกถอนในช่วงสิ้นเดือนผ่านพ้นไป ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.75%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
๐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.24% ในวันศุกร์ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 3.22% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันอังคาร ก่อนที่จะทรงตัวในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยมีแรงขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความกังวลว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท
๐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 1.85% ในวันพฤหัสบดี เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ 1.84% ในสัปดาห์ก่อน หลังจากหยุดทำการวันจันทร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับลดลงในช่วงกลางสัปดาห์ จากข้อมูลยอดขายบ้านมือสองที่ออกมาแย่กว่าคาด และการที่สภาล่างของสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายเพื่อยืดกำหนดเส้นตายเพดานหนี้ออกไป 4 เดือน ก่อนที่อัตราผลตอบแทนจะปรับลดลงในวันพฤหัสบดี จากแรงขายทำกำไร หลังเครื่องชี้ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาดี
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
๐ เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลง ทั้งนี้ เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 17 เดือนครั้งใหม่ (แข็งกว่า 29.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ) ในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางแรงซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ หลังจากที่กระแสเงินทุนไหลเข้าเริ่มชะลอลง โดยนักลงทุนซื้อคืนเงินดอลลาร์ฯ และจับตาสัญญาณการเข้าดูแลความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทจากทางการมากขึ้น นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงท้ายสัปดาห์ก็เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคด้วยเช่นกัน
๐ ในวันศุกร์ (25 ม.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 29.89 เทียบกับระดับปิดตลาดในวันศุกร์ก่อนหน้า (18 ม.ค.) ที่ 29.75 บาทต่อดอลลาร์ฯ
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (28 ม.ค.-1 ก.พ.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 29.70-30.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องติดตามความคืบหน้าของในการแก้ปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐฯ รวมถึงผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟด (29-30 ม.ค.) ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลตลาดแรงงาน ดัชนี ISM ภาคการผลิต ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนี PMI เขตชิคาโกเดือนม.ค. ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนธ.ค. ดัชนีราคาบ้านรายงานโดย S&P/Case-Shiller เดือนพ.ย. ตัวเลขจีดีพีประจำไตรมาส 4/2555 (ครั้งที่ 1) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
๐ เงินยูโรทำสถิติสูงสุดในรอบ 11 เดือน ท่ามกลางสัญญาณเสถียรภาพของวิกฤตยูโรโซน โดยเฉพาะแผนการของธนาคารพาณิชย์ในการคืนเงินกู้ยืมจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) นอกจากนี้ ข้อมูล PMI ภาคการผลิต (เบื้องต้น) ของยูโรโซน และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีที่มีทิศทางดีขึ้นในเดือนม.ค. ก็เป็นปัจจัยบวกต่อเงินยูโรเช่นกัน
๐ เงินเยนผันผวนก่อนอ่อนค่าสุดในรอบ 2 ปีครึ่งครั้งใหม่ โดยเงินเยนได้รับแรงซื้อคืนในช่วงต้นสัปดาห์อย่างมาก หลังจากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศมาตรการผ่อนคลายที่เป็นเชิงรุกน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (โดยโครงการซื้อสินทรัพย์แบบไม่สิ้นสุดนั้นจะใช้ในปีหน้า) อย่างไรก็ดี เงินเยนล้างช่วงบวกลง และอ่อนค่ากลับมาทำสถิติต่ำสุดในรอบ 2 ปีครึ่งครั้งใหม่ หลังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจญี่ปุ่นกล่าวว่า การร่วงลงของเงินเยนยังไม่สิ้นสุด และการอ่อนค่ากว่า 100 เยนต่อดอลลาร์ฯ นั้น ไม่เป็นสิ่งที่น่ากังวล นอกจากนี้ ข้อมูลที่สะท้อนว่า ญี่ปุ่นยังประสบกับภาวะเงินฝืด ก็ยิ่งเพิ่มความคาดหวังต่อนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายของ BOJ ในระยะข้างหน้า ซึ่งสวนทางกับสหรัฐฯ ที่มีข่าวดีจากการผ่านร่างกฎหมายขยายเวลาการก่อหนี้ไปอีก 4 เดือนโดยไม่มีเพดานกำหนดที่ผ่านการอนุมัติจากสภาล่างของสหรัฐฯ
๐ ในวันศุกร์ (25 ม.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3458 เทียบกับ 1.3317 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า ขณะที่ เงินเยนอยู่ที่ 90.91 อ่อนค่าจาก 90.05 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
๐ ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้นจากแรงซื้อต่างชาติ ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีนที่ออกมาดี ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,461.41 จุด เพิ่มขึ้น 1.88% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 8.35% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 53,323.82 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 453.22 จุด เพิ่มขึ้น 1.77% จากสัปดาห์ก่อน
๐ ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยได้แรงหนุนจากแรงซื้อเก็งกำไร ก่อนที่จะปรับตัวลงลงจากแรงเทขาย หลังตลาดหลักทรัพย์ออกประกาศรายชื่อหุ้นที่เข้าเกณฑ์ Cash Balance เพื่อลดการเก็งกำไร จากนั้น ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผ่านระดับ 1,450 จุดในช่วงปลายสัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากแรงซื้อหุ้นพลังงาน หลังสภาคองเกรสผ่านกฎหมายเพื่อยืดกำหนดเส้นตายเพดานหนี้ออกไป 4 เดือน รวมทั้งข้อมูลภาคการผลิตจีนที่ออกมาดี
๐ สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 28 ม.ค.- 1 ก.พ. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้น หลังนักลงทุนคลายความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ คงต้องจับตาการประชุม FOMC ในวันที่ 29- 30 ม.ค. นี้ รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ คำสั่งซื้อสินค้าคงทน ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และ GDP ไตรมาส 4/55 (เบื้องต้น) ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,427 และ 1,421 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,477 และ 1,509 จุด ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
๐ ดัชนี DJIA ปรับเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใส โดยในวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 13,596.02 จุด เพิ่มขึ้น 0.80% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นหลังหยุดทำการในวันจันทร์ โดยได้รับแรงหนุนจาก การที่สภาล่างของสหรัฐอนุมัติร่างกฎหมายเพื่อขยายอำนาจการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐออกไปจนถึงกลางเดือนพ.ค. รวมทั้งข้อมูลเศรษฐกิจในประเทศแกนหลักของโลกที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี ผลประกอบการ Apple Inc. ที่น่าผิดหวังเป็นตัวถ่วงดัชนี Nasdaq ในวันพฤหัสบดี
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
๐ ดัชนี Nikkei ปรับเพิ่มขึ้น จากข้อมูลเศรษฐกิจจีนและสหรัฐฯ ที่สดใส โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 10,926.65 จุด เพิ่มขึ้น 0.12% จากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนีปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น หลังจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณล่าสุดของธนาคารกลางญี่ปุ่นสร้างความผิดหวังต่อนักลงทุน เพราะจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า อย่างไรก็ตาม ดัชนีปรับขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลการผลิตที่แข็งแกร่งของจีน ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่สดใส รวมถึงค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง









