จีเอฟเค มาร์เก็ตไวส์ ระบุ การเปิดเออีซีส่งผลให้ผู้ประกอบการทำวิจัยการตลาดมากขึ้น ธุรกิจสุขภาพและการเงินมาแร
จีเอฟเค มาร์เก็ตไวส์ เผยแนวโน้มตลาดวิจัยในประเทศไทยมูลค่าตลาดรวมกว่า 4,500 ล้านบาท ระบุมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หลังผู้ประกอบการรุกหนักวิจัยการตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะกระแสธุรกิจเพื่อสุขภาพ (Healthcare) ถือว่ามาแรงที่สุดในโลก รวมทั้งในไทย ตามมาด้วยกลุ่มธุรกิจบริการทางการเงิน (Financial Service) เช่น ธนาคารพาณิชย์ ที่หันมาใช้บริการวิจัยการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่มาแรงมากในปีที่ผ่านมา คือกลุ่มธุรกิจยานยนต์ (Automotive) และธุรกิจค้าปลีก (Retail) ซึ่งมีการเจาะลึกถึงพฤติกรรมผู้บริโภค "ขาช็อป"ในไทยกันอย่างหนักหน่วง
ขณะที่กระแสโลกออนไลน์ "โซเชียลเน็ตเวิร์ค" ได้เข้ามามีบทบาทต่อพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น ส่งผลให้ลูกค้าหรือเจ้าของสินค้า และบริการอินไซด์ผู้บริโภคในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ทว่าเครื่องมือวิจัยทางการตลาดของบริษัทผู้วิจัยกลับยังไม่พร้อมจะตอบโจทย์ลูกค้าเท่าที่ควร จึงยังไม่สามารถวัดผลได้ในเชิงตัวเลข ทำให้ยังมีช่องว่างในการเข้าไปทำวิจัยการตลาดได้อีกมาก
สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้จีเอฟเค มาร์เก็ตไวส์ คาดว่าจะส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจวิจัยการตลาดในไทยปี 2556 มีการเติบโต "ไม่ต่ำกว่า 10%" หรือมีมูลค่าใกล้เคียง 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ตลาดเติบโตเพียง 6%
"ดารณี เจริญรัชต์ภาคย์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอฟเค มาร์เก็ตไวส์ จำกัด และประธานสมาคมวิจัยการตลาดโลก (ESOMAR) ในประเทศไทย เปิดเผยว่า การวิจัยการตลาดยังมีบทบาทและความสำคัญกับผู้ประกอบการสินค้าและบริการมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารในโลกออนไลน์มีอิทธิพล และเข้าถึงผู้บริโภคชนิดที่เรียกว่า “มีอิทธิพลสุดๆ” การจะซื้อสินค้าหรือใช้บริการใดๆ จะต้องหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต และผู้บริโภคด้วยกันก่อน เพื่อประเมินว่า แต่ละรายกล่าวถึงสินค้านั้นๆไว้อย่างไรบ้าง
วันนี้บริษัทวิจัยการตลาดจึงเห็นช่องว่างและการตลาดในการจะเข้าไปทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคมในโลกออนไลน์ โซเชียลมีเดียมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าหรือเจ้าของสินค้าและบริการต่างๆ
ส่วนใหญ่บริษัทวิจัยข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทย 5 รายหลักๆ มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 50% ของตลาดวิจัย ประกอบด้วย Nielsen, TNS, Ipsos, GFK Group และ Millward Brown ต่างหาเครื่องมือมาช่วยในการวิจัยการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น
โดยยอมรับว่า จีเอฟเคฯ ในประเทศไทยยังไม่มีเครื่องมือที่จะให้บริการวิจัยทางด้านดิจิทัล แต่บริษัทได้เตรียมความพร้อมด้วยการจัดอบรมเจ้าหน้าที่ในการวิจัยตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป และไทยจะเป็นฐานของการฝึกอบรมวิจัยดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย และปีหน้าบริษัทจะนำการเครื่องมือวิจัยตลาดแบบดิจิทัลที่เรียกว่า GFK dx. Solutions และลงทุนด้านเทคโนโลยี CATI (Computer Aided Telephone Interview) เพื่อวัดผลวิจัยตามเวลาจริง รองรับความต้องการของลูกค้าด้วย
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการสินค้าทำวิจัยการตลาดมากขึ้น โดยให้ความสำคัญในการศึกษาตลาดต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งบริษัทมีลูกค้าประมาณ 30-40% ที่ให้น้ำหนักทำวิจัยการตลาดในอาเซียน
นับตั้งแต่ปี 2550-2555 มูลค่าการวิจัยการตลาดในประเทศไทยมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง ไต่อันดับจากที่ 84ของโลกในปี 2550 มาอยู่อันดับที่ 27 ในปี 2555 แม้ว่าปี 2554 จะการใช้จ่ายเงินเพื่อวิจัยการตลาดจะหดตัวโตเพียง2% และตกไปอยู่ที่ 140 ของโลก แต่นั่นเพราะเผชิญปัจจัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ส่วนค่าใช้จ่ายในการวิจัยต่อประชากรอยู่ที่2.22 เหรียญสหรัฐ ในอาเซียนเป็นรองเพียงสิงคโปร์และมาเลเซียเท่านั้น
วันนี้โลกออนไลน์ โซเชียลเน็ตเวิร์ค นอกจากจะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคอย่างมาก แล้วยังทำให้บริษัทและนักวิจัยการตลาดต้องงัดเครื่องไม้เครื่องมือมาล้วงลึกความต้องการให้ได้ เพื่อป้อนข้อมูลให้กับผู้ประกอบการและเจ้าของสินค้าด้วย









