ออฟฟิศเมท เตรียมปั้นแบรนด์ไทยบุกอาเซียนชิงความได้เปรียบตลาดคู่แข่งน้อย เล็งขยายพ่วงห้างเซ็นทรัลใน 3 ปี
นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากควบรวมธุรกิจร้านออฟฟิศเมทกับร้านออฟฟิศดีโป ทำให้มีความแข็งแกร่งและพร้อมใช้แบรนด์ออฟฟิศเมทในฐานะแบรนด์ไทย บุกตลาดอาเซียนภายใน 3 ปีต่อจากนี้ โดยถือเป็นการชิงโอกาสและความได้เปรียบที่ยังไม่มีคู่แข่งระดับโลกเข้ามาแข่งขัน เพราะมีแต่เพียงคู่แข่ง ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ที่ไม่ใช่รายใหญ่
การขยายครั้งนี้จะไปพร้อมกับธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัลในประเทศอาเซียน ทั้งในรูปแบบสโตร์ พื้นที่ตั้งแต่ 500-1,500 ตร.ม.และรูปแบบออนไลน์ ในช่วง 1-2 ปีเริ่มเข้าสู่การเตรียมบุคลากร แผนรายละเอียด รวมถึงแผนการนำร้าน บี2เอส ขยายไปในตลาดอาเซียนด้วย โดยออฟฟิศเมทจะเป็นผู้ดูแลระบบการสั่งซื้อจากช่องทางออนไลน์และอี-บุ๊คทั้งหมด จากปัจจุบันที่มี 82 สาขาทั่วประเทศ
“หลังการควบรวมกิจการ ออฟฟิศเมทจะมี 44 สาขาทั่วประเทศในเดือน มี.ค. นี้ และตั้งเป้าจะขยายให้ได้ 100 สาขา หรือเฉลี่ยปีละ 10 สาขา เพื่อครอบคลุมพื้นที่บริการทั่วประเทศ” นายวรวุฒิ กล่าว
พร้อมกันนี้เตรียมแผนขยายคลังสินค้าใหญ่ย่านหนองจอก จ.กรุงเทพฯ จากเดิม 7,200 ตร.ม. เป็น 15,000 ตร.ม. ภายใต้งบลงทุน 100 ล้านบาท เพื่อรองรับกับการขยายตัวในช่วง 5 ปีต่อไป ขณะเดียวกันจะเริ่มสร้างคลังสินค้าค้าภูมิภาค อีก 4 แห่ง คือ เชียงใหม่, ภูเก็ต, หาดใหญ่ และขอนแก่น เพื่อกระจายสินค้าให้กับจังหวัดใกล้เคียง 4-5 จังหวัดด้วย
นายวรวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบันสามารถส่งสินค้าครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัดภายในรัศมี 200-250 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ แต่ภายในปีนี้จะขยายเป็น 25 จังหวัด ก่อนจะครอบคลุมทั่วประเทศใน 2-3 ปีจากนี้
ทั้งนี้ สัดส่วนการสั่งสินค้าออนไลน์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ มีจากเทคโนโลยี 3จี หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ประกอบกับการจัดเก็บภาษีซื้อขายออนไลน์ของภาครัฐ ซึ่งช่วยสกัดกั้นคู่แข่งนอกระบบที่มีอยู่ประมาณ 10% รวมถึงนโยบายค่าแรง 300 บาทต่อวัน ที่อาจช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าเพราะหากมีการลดพนักงานในองค์กร ก็จะมีการสั่งซื้ออุปกรณ์สำนักงานที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดอุปกรณ์สำนักงานของไทย มีมูลค่าเพียง 2.5-3 หมื่นล้านบาท โดยล่าสุดได้เปิดตัวออฟฟิศเมท แคตาล็อต 2013 รวบรวมสินค้ากว่า 12,000 รายการ ซึ่งช่วยทำยอดขายคิดเป็น 16% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 20% ในปี 2557
ด้านผลประกอบการปี 2555 มีรายได้รวม 5,000 ล้านบาท มาจากออฟฟิศเมท 1,700 ล้านบาท โต 32% สูงสุดในรอบ 4 ปี และรายได้จากออฟฟิศดีโป 3,300 ล้านบาท เติบโต 18% โดยมีสัดส่วนการขายผ่านช่องทางออฟไลน์ 75% และออนไลน์ 25% แต่ภายใน 3 ปีต่อไปนี้ ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเท่ากัน 50:50 ขณะที่ลูกค้า แบ่งเป็นภาคเอกชน 88-90% ขณะที่ภาครัฐซึ่งมีอยู่ 10-12% นั้น ตั้งเป้าให้เพิ่มเป็น 15% ในปีนี้ โดยรายได้ภาพรวมปี 2556 ต้องเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ต่อเนื่องไปอีก 3 ปี









