คำต่อคำ:ปธ.กก.บริษัทโตชิบา เผยการส่งเสริมการลงทุนที่ผ่านมาถือว่าค่อนข้างพอใช้ได้ อาจจะไม่ใช่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ว่าแย่ที่สุด
"กรุงเทพธุรกิจทีวี"ตรงประเด็นข่าวค่ำ สัมภาษณ์ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการ บริษัทโตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เรื่อง ทิศทางการลงทุนของญี่ปุ่นในไทย
ถาม: ทางนักธุรกิจญี่ปุ่นปัจจุบันมีความสนใจต่อการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากน้อยขนาดไหน
ตอบ: คิดว่ายังมีความสนใจอยู่ค่อนข้างมาก เพราะว่าคงไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นเพราะว่าประเทศไทยคือส่วนสำคัญในอาเซียน คือตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่สำคัญที่ยังเติบโตค่อนข้างได้ดีในตลาดโลก
ถาม: ในฐานะที่คุณกอบกาญจน์เป็นนายกสมาคมของไทยญี่ปุ่น ปัจจุบันประโยชน์ของการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยต่อนักธุรกิจไทยเป็นอย่างไรบ้าง
ตอบ: ในวันนี้ประโยชน์ที่เราได้รับ ยกตัวอย่างเช่น มีการพูดถึงเรื่องแผนใน 5 ปีข้างหน้า เป็นแผนที่เขารับกันขึ้นมาอยู่ ที่ผ่านมาการส่งเสริมการลงทุนของเราก็ถือว่าค่อนข้างพอใช้ได้ คืออาจจะไม่ใช่ดีที่สุดแต่ก็ไม่ใช่ว่าแย่ที่สุด ก็อยู่ในช่วงกลางๆ อันนี้ในเรื่องการส่งเสริมก็เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ว่าจริงๆ ที่นักลงทุนญี่ปุ่นมาอยู่ประเทศไทย ไม่ใช่อยู่เฉพาะการส่งเสริมเท่านั้น มันยังอยู่ในปัจจัยอีกหลากหลายเรื่องที่ทำให้ประเทศไทยเราได้รับความนิยม ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นประเทศคนที่มีอัธยาศัยซึ่งมีความเป็นเพื่อน เราเป็นศูนย์กลางของในแง่ของการเป็นคอสปิทาลิจี ในแง่การต้อนรับของเราดีมาก อาหารดี การเป็นอยู่ดี บันเทิงดี และล่าสุดซึ่งถือว่าดีมากคือเรื่องเมดิเคิลคือเรื่องการรักษาพยาบาล และประเด็นตัวต่างๆ เหล่านี้ที่ทำให้คนญี่ปุ่นอยากที่จะมาอยู่ในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่จำใจต้องมาทำงานเท่านั้น แต่ว่ายังไงก็อยากอยู่ แม้กระทั่งเกษียณแล้วก็ยังอยากกลับไปอยู่
ถาม: ปัจจุบันการสนับสนุนจากทางภาครัฐต่อการเอื้อให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยมากพอแล้วหรือยัง
ตอบ: ถ้าเผื่อทำได้มากกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น อย่างวันนี้ที่ทางคุณอุดม ท่านเลขาฯ บีโอไอได้พูดถึง ได้ก็จะดีขึ้น ก็เห็นด้วยในแง่ที่ว่าในลักษณะหลัก...อินเซนทีฟก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่บทบาทของบีโอไอเองก็ควรจะสนับสนุนในแง่ของการทำให้การเอื้อประโยชน์ในแง่ของการทำงานด้านอื่นเข้าหาด้วยกันเป็นตัวลิงก์กันในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ซึ่งจริงๆ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าบ้านเราหลายๆ เรื่องกว่าจะผ่านเรื่องอะไรมามันใช้เวลาพอสมควรมันต้องตามกันมาก เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อบีโอไอเองสามารถรับบทบาทตรงนี้เป็นตัวกลางในการประสานเรื่องให้ได้รวดเร็ว เพราะเวลาจริงๆ สำคัญพอๆ กับเงิน ดีไม่ดีอาจจะสำคัญได้มากกว่าเงิน เพราะถ้าเผื่อว่ามาทำธุรกิจแล้วหลายๆ เรื่องเรามีประสิทธิภาพ ทำงานได้เร็ว บางทีตรงนี้เราชนะในแง่ของการค้าขาย มากกว่าสิ่งที่ต้นทุนเท่านั้นด้วย
ถาม: เวลาที่นักธุรกิจญี่ปุ่นมาทำการลงทุนในประเทศไทย มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศเรามากน้อยขนาดไหน
ตอบ: ต้องบอกว่าเขาก็ถ่ายทอดเทคโนโลยีในระดับหนึ่ง คือถ้าเผื่อพูดอย่างจริงจังจากประสบการณ์เอง บางทีต้องพูดทั้ง 2 ฝั่ง ในตัวเราเองด้วย ว่าเรารับได้ขนาดไหน เขาก็ให้ในระดับหนึ่ง ถามว่าเขาให้หมดไหม เขาคงไม่ให้หมด เป็นเราเราก็อาจจะให้ไม่ได้หมดเหมือนกัน แต่เราเองความสามารถในการที่เรารับจากเขาเอง เราก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่าเราก็รับเขาได้ในระดับหนึ่ง แล้วในบางเรื่องบางทีเรามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องบุคลากรพอสมควรเหมือนกัน เพราะหลังๆ แม้กระทั่งเรื่อง 300 บาท หรืออะไรก็แล้วแต่ ต้องยอมรับว่าเราเองยังขาดแรงงานค่อนข้างมาก แล้วแรงงานไม่ใช่ที่ใช้เฉพาะแรงงานเท่านั้น แต่แม้กระทั่งในระดับสูง เอนจิเนียร์เราก็มีไม่พอ ในหลากหลายความสามารถหลายๆ อย่างเราก็มีไม่พอ บางทีเขาเทรนด์เรามา บางทีคนเราหายตัวไปเรียบร้อยแล้ว ไปทำงานที่อื่น ทั้งๆ ที่เขาเทรนด์มาแทบตาย อันนี้ก็เป็นปัญหาส่วนฝั่งของเราเองที่ต้องทำยังไง สร้างคนของเราในแง่ของความสามารถ คุณภาพ เรียกว่าการจริงจังในแง่ของการทำงาน ความรับผิดชอบ ซึ่งอันนี้เราอาจจะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์มากนัก
ถาม: ดังนั้น มองในแง่ของการที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ให้เราฝั่งเดียวไม่ได้ ก็ต้องมองด้วยว่าในแง่ของประเทศไทย เราเองก็อาจจะไม่ได้มีการเตรียมพร้อมที่จะรับสิ่งเหล่านี้ร้อยเปอร์เซ็นต์
ตอบ:บางเรื่องมันไม่ใช่วิชาความรู้เท่านั้น มันอยู่ในแง่ของจิตสำนึก อยู่ในแง่ของความรับผิดชอบ ยกตัวอย่างเช่น น้องสาวของดิฉันได้รับการไปเทรนด์ที่ญี่ปุ่นทางด้านเรื่องเพอร์ซันแนล ตอนนั้นไปเดือนสิบ ยี่สิบคน 1 ปี เขาให้เงินเดือนด้วย ปรากฏว่ากลับมาเท่าที่เข้าใจออกเกือบหมด เขาเชิญให้เราออกหมดไปทำงานที่อื่น เราว่าแบบทำได้ไง เขาอุตส่าห์เทรนด์ให้ เงินก็ส่วนหนึ่ง แต่เวลาเขาทุ่มให้ อันนี้มันคือความรับผิดชอบในแง่ของคอมพลีตเมนท์ ซึ่งอย่างน้อยเขาเทรนด์ให้ขนาดนี้ควรจะอยู่ต่ออีกอย่างน้อยสัก 3-5 ปีแล้วค่อยไป นี่ไม่ถึงปีแบบเรียบร้อย คือพูดแบบเปิดใจว่าฝั่งเราเองจะไปว่าเขาฝั่งเดียวไม่ได้ว่าเขาไม่เห็นให้อะไรเราเลย จริงๆ เขาก็ให้เราพอสมควร แต่ว่าการรับของเรา เราตั้งใจรับหรือความรับผิดชอบในการรับเต็มที่แล้วด้วยหรือเปล่า









