สศช.ปรับกรอบเงินลงทุนทวายเพิ่มอีก 1.5 แสนล้านบาท รวมโครงการโรงไฟฟ้าและการพัฒนานิคมฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฏร ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงเรื่องความคืบหน้าและการดำเนินงานในการเตรียมความพร้อม โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ประเทศเมียนมาร์ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 7 หน่วยงาน เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงพาณิชย์ การท่าเรือแห่งประเทศไทย และ บริษัท อิตาเลียนไทยดีเวลล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ “ITD” เป็นต้น
นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ รองเลขาธิการสศช.กล่าวว่าหลังจากที่โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายได้รับการยกระดับโครงการจากรัฐบาลไทยและเมียนมาร์ในปี 2554 ที่ผ่านมา และในการประชุมครั้งแรกที่ประเทศไทยได้มีการตั้งคณะทำงานระดับสูงเป็นกลไกร่วมกัน 3 ระดับ รวมทั้งได้มีประชุมร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศระหว่างคณะทำงานฯ 6 ชุดที่มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นประธาน ครั้งล่าสุดที่กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมาร์ จนถึงขณะนี้โครงการทวายได้มีควาคืบหน้าไปหลายส่วน เช่นการก่อสร้างถนนจากชายแดน จ.กาญจนบุรี ไปยังโครงการทวาย ระยะทาง 132 กิโลเมตร โดยเป็นถนนเข้าสู่โครงการที่รอจะพัฒนาเชื่อมต่อกับถนนมอเตอร์เวย์และเป็นเส้นทางหลักเข้าสู่โครงการทวายในระยะต่อไป ซึ่งโครงสร้างถนนและท่าเรือน้ำลึกระยะที่ 1 จะสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2558
ส่วนโครงการก่อสร้างพื้นฐานอื่นๆของโครงการทวาย เช่นโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า การสร้างระบบรางเพื่อเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่ง การสร้างเขื่อนเพื่อเก็บกักน้ำจืด ระบบบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งระบบติดต่อสื่อสารและโทรคมนาคม ขณะนี้คณะทำงานฝ่ายไทยอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดทั้งรูปแบบ ความคุ้มค่าในการลงทุน รวมทั้งการคิดค่าตอบแทนในกรณีที่จะต้องลงทุนทางธุรกิจ เพื่อให้ได้ข้อมูลส่วนหนึ่งไปเสนอกับรัฐบาลเมียนมาร์เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ ของนักลงทุนเพื่อให้โครงการนี้มีความน่าสนใจและดึงดูดนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเข้าไปลงทุนในอนาคต
ทั้งนี้สศช.ได้ปรับประมาณการลงทุนโครงการฯทวายจากเดิมที่ ITD ได้เคยจัดทำไว้เป็นวงเงินในการพัฒนาโครงการเป็นวงเงินทั้งสิ้นประมาณ 2 แสนล้านบาท เป็นวงเงินประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งวงเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นวงเงินที่รวมการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจำนวน1 หมื่นไร่ ไร่ละ 2 ล้านบาท รวมวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และวงเงินในการพัฒนาโรงไฟฟ้าระยะที่ 1 ในโครงการได้แก่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรชาติขนาด 33 เมกะวัตต์และโรงไฟฟ้าพลังงงานความร้อนร่วมขนาด 180 เมกะวัตต์วงเงิน 3.2 หมื่นล้านบาท โดยวงเงินลงทุน 3.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นประมาณการลงทุนการลงทุนระยะที่ 1 ภายในปี 2558 วงเงิน 2.04 แสนล้านบาท โดยเป็นการลงทุนในเมียนมาร์ 1.48 แสนล้านบาท และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมเชื่อมโยงจากประเทศไทยไปยังโครงการ 5.59 หมื่นล้านบาท การลงทุนระยะที่ 2 (2559 - 2563) 1.2 แสนล้านบาท เป็นการลงทุนในเมียนมาร์ 1 แสนล้านบาท และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมเชื่อมโยงจากประเทศไทยไปยังโครงการ 2.03 หมื่นล้านบาท









