วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ วันที่ 24-28 ธันวาคม 2555

เงินบาทและหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากแรงซื้อ LTF/RMF

ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้


อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น

๐ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารพาณิชย์มีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ ในขณะที่มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.65% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.74180-2.75% เทียบกับระดับ 2.75% จากสัปดาห์ก่อน
สำหรับภาพรวมของปี 2555 อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับลดลงในช่วงต้นปี หลังเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 ก่อนที่จะทรงตัวในช่วงกลางปี จากนั้น ความกังวลจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางปัญหาหนี้ของยุโรป ได้กดดันให้อัตราดอกเบี้ยปรับลดลงอีกครั้งในช่วงปลายปี

ในสัปดาห์แรกของปี 2556 (วันที่ 2-4 มกราคม 2556) คาดว่าจะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังเทศกาลปีใหม่ โดยอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวใกล้ระดับ 2.75% อย่างต่อเนื่อง


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ


๐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.15% ในวันศุกร์ ลดลงเมื่อเทียบกับ 3.18% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับตัวลดลง ในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ และกองทุน จากมุมมองเชิงบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หลังเครื่องชี้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น


๐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 1.74% ในวันพฤหัสบดี ลดลงเมื่อเทียบกับ 1.76% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นวันจันทร์ โดยมีแรงขายทำกำไร ก่อนวันหยุดเทศกาลศริตส์มาส ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ จากความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจจะเผชิญกับหน้าผาทางการคลัง


ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าเงินบาท (Onshore)

๐ เงินบาทกลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ ในวันทำการท้ายๆ ของปี 2555 โดยเงินบาทขยับอ่อนค่าลงในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ ตามทิศทางสกุลเงินในภูมิภาคท่ามกลางการปรับลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนเพื่อรอดูสัญญาณที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาการคลังของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม แรงขายเงินดอลลาร์ฯ ของกลุ่มผู้ส่งออก และแรงซื้อสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติในช่วงปลายสัปดาห์ ก็ช่วยหนุนให้เงินบาทล้างช่วงติดลบทั้งหมดและกลับมาแข็งค่าในวันทำการสุดท้ายของปี


๐ ในวันศุกร์ (28 ธ.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 30.59 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับปิดตลาดในวันศุกร์ก่อนหน้า (21 ธ.ค.) ที่ 30.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (31 ธ.ค. 2555-4 ม.ค. 2556) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.50-30.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องติดตามความคืบหน้าในการหาทางแก้ปัญหา Fiscal Cliff และมาตรการเลี่ยงสถานการณ์หนี้สาธารณะพุ่งชนเพดานของสหรัฐฯ ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลตลาดแรงงาน และดัชนี ISM ภาคการผลิต/ภาคบริการเดือนธ.ค. ยอดสั่งซื้อในภาคโรงงาน และรายจ่ายเพื่อการก่อสร้างเดือนพ.ย. บันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 11-12 ธ.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ อนึ่ง ตลาดการเงินส่วนใหญ่ของโลกจะกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในช่วงกลางสัปดาห์หลังจากหยุดช่วงเทศกาลปีใหม่


เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ


๐ เงินยูโรล้างช่วงบวกและกลับมาอ่อนค่าในวันทำการสุดท้ายของปี โดยเงินยูโรทรงตัวในกรอบแคบๆ ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ตลาดการเงินสำคัญหลายตลาดปิดทำการเนื่องในเทศกาลคริสต์มาส ก่อนจะเริ่มทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงต่อมา ตามการปรับสมดุลโพสิชันของนักลงทุนก่อนช่วงสิ้นปี อย่างไรก็ดี เงินยูโรไม่สามารถรักษาช่วงบวกดังกล่าวไว้ได้ และต้องกลับมาอ่อนค่าในวันทำการสุดท้ายของปี ขณะที่ จุดสนใจของตลาดยังคงเป็นการเจรจาต่อรองของสภาคองเกรสสหรัฐฯ เพื่อหาข้อสรุปสำหรับการแก้ปัญหาหน้าผาทางการคลังให้ทันเส้นตายช่วงสิ้นปีนี้


๐ เงินเยนร่วงแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 ปีเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า มาตรการเศรษฐกิจของญี่ปุ่นหลังการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะหมายความรวมถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากและเงินเยนที่อ่อนค่าลง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเงินฝืดและสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ


๐ ในวันศุกร์ (28 ธ.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3169 เทียบกับ 1.3185 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า ขณะที่ เงินเยนอยู่ที่ 86.23 อ่อนค่าจาก 84.21 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า

ตลาดทุน

ตลาดหุ้นไทย


๐ ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อ LTF และ RMF ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,391.93 จุด เพิ่มขึ้น 1.35% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 30.83% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 27,105.16 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างชาติ และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 415.68 จุด เพิ่มขึ้น 0.75% จากสัปดาห์ก่อน


๐ ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 1,400 จุด ก่อนที่จะปิดย่อตัวลงเล็กน้อยจากแรงขายทำกำไร โดยได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) รวมถึงมุมมองเชิงบวกว่าภาคการเมืองสหรัฐฯ น่าจะหาทางในการบรรเทาผลกระทบจาก Fiscal Cliff ลงบางส่วน


สำหรับภาพรวมของปี 2555 ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับสุงสุดใหม่ในรอบ 16 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณจากธนาคารกลางในประเทศแกนหลัก ที่ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าไปยังประเทศในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทย


๐ สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 2-4 ม.ค. 2555 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีแนวโน้มทรงตัว และมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้น โดยขึ้นอยู่กับการแก้ไขภาวะ Fiscal Cliff ของสหรัฐฯ สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM ภาคการผลิต-บริการ และการจ้างงานนอกภาคการเกษตร ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,390 และ 1,370 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,422 จุด ตามลำดับ


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ


๐ ดัชนี DJIA ปรับลดลง จากความกังวลเกี่ยวกับปัญหา Fiscal Cliff โดยในวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 13,096.31 จุด ลดลง 0.72% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงต่อเนื่อง นำโดยหุ้นกลุ่มค้าปลีก ท่ามกลางดัชนีความผันผวน (VIX) ที่ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 20 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน จากความวิตกเกี่ยวกับปัญหา Fiscal Cliff แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะออกมาค่อนข้างดี


ตลาดหุ้นญี่ปุ่น


๐ ดัชนี Nikkei ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 21 เดือน หลังเงินเยนอ่อนค่า เมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 10,395.18 จุด เพิ่มขึ้น 4.58% จากสัปดาห์ก่อน หลังจากปิดทำการในวันจันทร์ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นำโดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก หลังจากเยนร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 21 เดือนจากการคาดการณ์เกี่ยวกับจุดยืนของรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะในการผ่อนคลายนโยบายการเงินในเชิงรุก