ถอดรหัสค้าปลีก 4.38 ล้านล้าน สมาคมผู้ค้าปลีกไทยแนะ "4 Retail Transformations" รับมือโลกผันผวน ฝ่ากับดักกำลังซื้อฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม ยุคแห่ง “Value Conscious Consumption”
KEY POINTS
- ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกมูลค่า 4.38 ล้านล้านบาท เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่เปราะบาง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียม และหนี้ครัวเรือนระดับสูง
- พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนสู่ "Value Conscious Consumption" โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าแบรนด์ และซื้อสินค้าอย่างระมัดระวังมากขึ้น
- ผู้ประกอบการต้องปรับตัวด้วยกลยุทธ์ "4 รีเทลทรานส์ฟอร์ม" เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค
- กลยุทธ์หลัก 4 ด้าน ได้แก่ การรับมือผู้บริโภคที่แบ่งขั้วชัดเจน, การเปลี่ยนหน้าร้านเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์, การบริหารห่วงโซ่คุณค่าอย่างใกล้ชิด, และการใช้ AI สร้างข้อเสนอเฉพาะบุคคล
อุตสาหกรรมค้าปลีกไทยมูลค่า 4.38 ล้านล้านบาท (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย) คาดการณ์เติบโต 3% จากฐานปีก่อนที่ 4.25 ล้านล้านบาท ตัวเลขนับว่า “ดี” ท่ามกลางภาวะกำลังซื้อหดตัว (Shrinking Purchasing Power) แม้ผู้บริโภคยังคงจับจ่าย แต่เลือกซื้อเท่าที่จำเป็นมากขึ้น!
โดยยอดขายกระจุกตัวอยู่ในหมวดอาหารและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันจากแรงหนุนมาตรการรัฐ ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือย วัสดุก่อสร้าง สินค้าคงทน และสินค้าที่มีมูลค่าต่อชิ้นสูงยังเผชิญแรงกดดันและพฤติกรรมการจ่ายแบบระมัดระวัง
ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย (Thai Retailers Association : TRA) ฉายภาพกำลังซื้อและเศรษฐกิจขณะนี้ว่า มีสัญญาณการฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม (Uneven Recovery) โดย “หนี้ครัวเรือน” ลดลงเพียงเล็กน้อยและอยู่ในระดับสูง 86.7% เป็นกับดักสำคัญฉุดกำลังซื้อยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง
โดยปี 2570 ประเมินว่า GDP ไทยจะอยู่ในระดับ 1.8% (ธนาคารแห่งประเทศไทย) โดยมีปัจจัยกดดันจากการส่งออกสินค้าที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราช้าลง หลังขยายตัวสูงมากในปี 2569 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และกำลังซื้อภายในประเทศยังเปราะบาง!
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจค้าปลีกกำลังเดินหน้าเข้าสู่ไฮซีซัน ไตรมาสสุดท้ายของปีเชื่อว่าสถานการณ์น่าจะดีกว่าปีก่อน หากพิจารณาจากผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) เดือน ก.ค. จัดทำโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ส.ค.-ต.ค.) ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่เหนือระดับกลางที่ 50 จุด
สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความหวังต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี รวมถึงความคาดหวังต่อการต่อยอดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส หลังจาก เฟสแรกสิ้นสุดในเดือน ก.ย. และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ
"ตลาดยังมีปัจจัยบวกต่อภาคค้าปลีก ไม่ว่าจะการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงช่องทางจำหน่ายแบบ Omnichannel การใช้ AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ จะผลักดันตลาดค้าปลีกไทยปี 2570 มีแนวโน้มเติบโต 3-3.5% หรือมีมูลค่า 4.51-4.53 ล้านล้านบาท"
ยุคแห่ง “Value Conscious Consumption”
ณัฐ ย้ำว่า สถานการณ์ขณะนี้อาจยัง "ไม่ใช่วิกฤติกำลังซื้อเต็มรูปแบบ” แต่สะท้อนว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคไทยเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นที่มาของคำว่า “Value Conscious Consumption” ทั้งธุรกิจและผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้นกว่าการตัดสินใจจากแบรนด์เพียงอย่างเดียว
ผู้บริโภคซื้ออย่างระมัดระวังมากขึ้น คิดมากขึ้น เปรียบเทียบมากขึ้น ลดความถี่ในการจับจ่าย รอโปรโมชัน หรือหันมาเลือกสินค้า House Brand และ Second-tier brands มากขึ้น
ส่วนกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง-บน ยังคงมีกำลังซื้อ แต่ “Selective Spending” มากขึ้นเช่นกัน เน้น Experience และ Emotional Value มากกว่าการซื้อเชิงปริมาณ
ถอดรหัส 4 Retail Transformations
ณัฐ กล่าวต่อว่า ภายใต้บริบทที่ค้าปลีกไทยต้องเผชิญทั้งแรงกดดันด้านกำลังซื้อ ต้นทุน การแข่งขัน และเทคโนโลยี ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของอุตสาหกรรมค้าปลีกในอนาคต 4 ด้าน
เรื่องแรก "ผู้บริโภคแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น ตลาดระดับกลางเผชิญแรงกดดัน"
โดยตลาดจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อยที่ชัดเจนมากขึ้น กลุ่มพรีเมียมยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ บริการ ประสบการณ์ และคุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) ขณะที่ตลาดแมส (Mass) จะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเงิน (Value for Money) สินค้าจำเป็น โปรโมชัน และราคาที่เข้าถึงได้
“ภาวะค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนสูง ตลาดระดับกลางจะเผชิญแรงกดดันมากที่สุด แบรนด์จึงต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย คุณค่าของสินค้า และระดับราคาให้ชัดเจน ไม่สามารถใช้ข้อเสนอเดียวสื่อสารกับผู้บริโภคทุกกลุ่มได้อีกต่อไป”
เรื่องที่สอง "หน้าร้านเปลี่ยนจาก Transaction Point เป็น Trust and Experience Platform"
หน้าร้านไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงจุดซื้อขายสินค้า (Transaction Point) แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ (Trust and Experience Platform) เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองสินค้า รับคำแนะนำ เข้าร่วมกิจกรรม และเชื่อมโยงกับแบรนด์ในมิติที่ช่องทางออนไลน์ทดแทนได้ยาก ความสำเร็จของหน้าร้านจึงไม่ได้วัดจากยอดขายต่อตารางเมตรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการสร้างการมีส่วนร่วม ความภักดีต่อแบรนด์ และการกลับมาซื้อหรือใช้บริการซ้ำด้วย
เรื่องที่สาม "ผู้ค้าปลีกต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า" (Value Chain) อย่างใกล้ชิด
ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนา House Brand การจัดหาสินค้าจากแหล่งผลิตในประเทศ หรือ Local Sourcing การใช้ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายในการวางแผนธุรกิจ การบริหารโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับซัพพลายเออร์ เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เรื่องที่สี่ AI และข้อมูลลูกค้าจะเปลี่ยนจาก "สื่อสารแบบกว้าง" สู่ “ข้อเสนอเฉพาะบุคคล”
AI และข้อมูลที่ธุรกิจได้รับโดยตรงจากลูกค้าจะมีบทบาทมากขึ้นในการคาดการณ์ความต้องการ วางแผนสินค้า ออกแบบโปรโมชัน และนำเสนอสินค้าให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ขณะเดียวกัน ช่องทางสื่อหรือโฆษณาของผู้ค้าปลีก (Retail Media) จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในช่วงใกล้จุดตัดสินใจซื้อ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ค้าปลีกบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคได้รวดเร็ว และเปิดพื้นที่ให้สินค้าไทยกับ SMEs เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น





