วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ค้าปลีก 4.38 ล้านล้าน ลุย ‘4 รีเทลทรานส์ฟอร์ม’ สู้โลกผันผวน ฝ่ากับดักกำลังซื้อ ฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม

ถอดรหัสค้าปลีก 4.38 ล้านล้าน สมาคมผู้ค้าปลีกไทยแนะ "4 Retail Transformations" รับมือโลกผันผวน ฝ่ากับดักกำลังซื้อฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม ยุคแห่ง “Value Conscious Consumption”

KEY POINTS

  • ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกมูลค่า 4.38 ล้านล้านบาท เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่เปราะบาง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียม และหนี้ครัวเรือนระดับสูง
  • พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนสู่ "Value Conscious Consumption" โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าแบรนด์ และซื้อสินค้าอย่างระมัดระวังมากขึ้น
  • ผู้ประกอบการต้องปรับตัวด้วยกลยุทธ์ "4 รีเทลทรานส์ฟอร์ม" เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค
  • กลยุทธ์หลัก 4 ด้าน ได้แก่ การรับมือผู้บริโภคที่แบ่งขั้วชัดเจน, การเปลี่ยนหน้าร้านเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์, การบริหารห่วงโซ่คุณค่าอย่างใกล้ชิด, และการใช้ AI สร้างข้อเสนอเฉพาะบุคคล

อุตสาหกรรมค้าปลีกไทยมูลค่า 4.38 ล้านล้านบาท (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย) คาดการณ์เติบโต 3% จากฐานปีก่อนที่ 4.25 ล้านล้านบาท ตัวเลขนับว่า “ดี” ท่ามกลางภาวะกำลังซื้อหดตัว (Shrinking Purchasing Power) แม้ผู้บริโภคยังคงจับจ่าย แต่เลือกซื้อเท่าที่จำเป็นมากขึ้น!

โดยยอดขายกระจุกตัวอยู่ในหมวดอาหารและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันจากแรงหนุนมาตรการรัฐ ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือย วัสดุก่อสร้าง สินค้าคงทน และสินค้าที่มีมูลค่าต่อชิ้นสูงยังเผชิญแรงกดดันและพฤติกรรมการจ่ายแบบระมัดระวัง

ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย (Thai Retailers Association : TRA) ฉายภาพกำลังซื้อและเศรษฐกิจขณะนี้ว่า มีสัญญาณการฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม (Uneven Recovery) โดย “หนี้ครัวเรือน” ลดลงเพียงเล็กน้อยและอยู่ในระดับสูง 86.7% เป็นกับดักสำคัญฉุดกำลังซื้อยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง

โดยปี 2570 ประเมินว่า GDP ไทยจะอยู่ในระดับ 1.8% (ธนาคารแห่งประเทศไทย) โดยมีปัจจัยกดดันจากการส่งออกสินค้าที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราช้าลง หลังขยายตัวสูงมากในปี 2569 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และกำลังซื้อภายในประเทศยังเปราะบาง!

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจค้าปลีกกำลังเดินหน้าเข้าสู่ไฮซีซัน ไตรมาสสุดท้ายของปีเชื่อว่าสถานการณ์น่าจะดีกว่าปีก่อน หากพิจารณาจากผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) เดือน ก.ค. จัดทำโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ส.ค.-ต.ค.) ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่เหนือระดับกลางที่ 50 จุด

สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความหวังต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี รวมถึงความคาดหวังต่อการต่อยอดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส หลังจาก เฟสแรกสิ้นสุดในเดือน ก.ย. และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ

"ตลาดยังมีปัจจัยบวกต่อภาคค้าปลีก ไม่ว่าจะการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงช่องทางจำหน่ายแบบ Omnichannel การใช้ AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ จะผลักดันตลาดค้าปลีกไทยปี 2570 มีแนวโน้มเติบโต 3-3.5% หรือมีมูลค่า 4.51-4.53 ล้านล้านบาท"

ยุคแห่ง “Value Conscious Consumption”

ณัฐ ย้ำว่า สถานการณ์ขณะนี้อาจยัง "ไม่ใช่วิกฤติกำลังซื้อเต็มรูปแบบ” แต่สะท้อนว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคไทยเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นที่มาของคำว่า “Value Conscious Consumption” ทั้งธุรกิจและผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้นกว่าการตัดสินใจจากแบรนด์เพียงอย่างเดียว 

ผู้บริโภคซื้ออย่างระมัดระวังมากขึ้น คิดมากขึ้น เปรียบเทียบมากขึ้น ลดความถี่ในการจับจ่าย รอโปรโมชัน หรือหันมาเลือกสินค้า House Brand และ Second-tier brands มากขึ้น 

ส่วนกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง-บน ยังคงมีกำลังซื้อ แต่ “Selective Spending” มากขึ้นเช่นกัน เน้น Experience และ Emotional Value มากกว่าการซื้อเชิงปริมาณ

ค้าปลีก 4.38 ล้านล้าน ลุย ‘4 รีเทลทรานส์ฟอร์ม’ สู้โลกผันผวน  ฝ่ากับดักกำลังซื้อ ฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม

ถอดรหัส 4 Retail Transformations

ณัฐ กล่าวต่อว่า ภายใต้บริบทที่ค้าปลีกไทยต้องเผชิญทั้งแรงกดดันด้านกำลังซื้อ ต้นทุน การแข่งขัน และเทคโนโลยี ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของอุตสาหกรรมค้าปลีกในอนาคต 4 ด้าน

เรื่องแรก "ผู้บริโภคแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น ตลาดระดับกลางเผชิญแรงกดดัน" 

โดยตลาดจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อยที่ชัดเจนมากขึ้น กลุ่มพรีเมียมยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ บริการ ประสบการณ์ และคุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) ขณะที่ตลาดแมส (Mass) จะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเงิน (Value for Money) สินค้าจำเป็น โปรโมชัน และราคาที่เข้าถึงได้

“ภาวะค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนสูง ตลาดระดับกลางจะเผชิญแรงกดดันมากที่สุด แบรนด์จึงต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย คุณค่าของสินค้า และระดับราคาให้ชัดเจน ไม่สามารถใช้ข้อเสนอเดียวสื่อสารกับผู้บริโภคทุกกลุ่มได้อีกต่อไป”

เรื่องที่สอง "หน้าร้านเปลี่ยนจาก Transaction Point เป็น Trust and Experience Platform" 

หน้าร้านไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงจุดซื้อขายสินค้า (Transaction Point) แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ (Trust and Experience Platform) เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองสินค้า รับคำแนะนำ เข้าร่วมกิจกรรม และเชื่อมโยงกับแบรนด์ในมิติที่ช่องทางออนไลน์ทดแทนได้ยาก ความสำเร็จของหน้าร้านจึงไม่ได้วัดจากยอดขายต่อตารางเมตรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการสร้างการมีส่วนร่วม ความภักดีต่อแบรนด์ และการกลับมาซื้อหรือใช้บริการซ้ำด้วย

เรื่องที่สาม "ผู้ค้าปลีกต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า" (Value Chain) อย่างใกล้ชิด

ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนา House Brand การจัดหาสินค้าจากแหล่งผลิตในประเทศ หรือ Local Sourcing การใช้ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายในการวางแผนธุรกิจ การบริหารโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับซัพพลายเออร์ เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เรื่องที่สี่ AI และข้อมูลลูกค้าจะเปลี่ยนจาก "สื่อสารแบบกว้าง" สู่ “ข้อเสนอเฉพาะบุคคล” 

AI และข้อมูลที่ธุรกิจได้รับโดยตรงจากลูกค้าจะมีบทบาทมากขึ้นในการคาดการณ์ความต้องการ วางแผนสินค้า ออกแบบโปรโมชัน และนำเสนอสินค้าให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ขณะเดียวกัน ช่องทางสื่อหรือโฆษณาของผู้ค้าปลีก (Retail Media) จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในช่วงใกล้จุดตัดสินใจซื้อ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ค้าปลีกบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคได้รวดเร็ว และเปิดพื้นที่ให้สินค้าไทยกับ SMEs เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น