วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน 2569

Login
Login

นักวิชาการ-สมาคมค้าปลีกไทย เสนอรัฐดึงโมเดิร์นเทรด ร่วม 'ไทยช่วยไทยพลัส' ดันเศรษฐกิจไทย

นักวิชาการ-สมาคมค้าปลีกไทย เสนอรัฐดึงโมเดิร์นเทรด ร่วม 'ไทยช่วยไทยพลัส' ดันเศรษฐกิจไทย

นักวิชาการ-สมาคมค้าปลีกไทย ประสานเสียง เสนอรัฐเปิดทางค้าปลีก–โมเดิร์นเทรด ร่วม “ไทยช่วยไทยพลัส” ดันเม็ดเงินแสนล้าน สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจ

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรง ต้นทุนธุรกิจที่สูง และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก มาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" กำลังถูกจับตาในฐานะเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ภาควิชาการและภาคธุรกิจต่างเห็นตรงกันว่า หากต้องการให้เม็ดเงินงบประมาณกว่าแสนล้านบาทเกิดประสิทธิภาพสูงสุด รัฐบาลจำเป็นต้อง “ปลดล็อก” ให้ร้านค้าปลีกและโมเดิร์นเทรดเข้าร่วมโครงการ เพื่อขยายแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ

ชี้เกณฑ์เดิมจำกัดแรงส่งเศรษฐกิจ

ปัจจุบันหลักเกณฑ์ของโครงการยังจำกัดสิทธิ์ร้านค้านิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการ ส่งผลให้กลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่และร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีจำนวนมากไม่สามารถเข้าร่วมได้ ทั้งที่ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการจ้างงาน การเสียภาษี และการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตในประเทศ จึงทำให้มาตรการดังกล่าวอาจสร้างผลเชิงบวกได้เพียงระยะสั้น ก่อนที่เศรษฐกิจจะกลับมาชะลอตัวอีกครั้งหลังสิ้นสุดโครงการ

เสนอเปิดค้าปลีกร่วมโครงการ สร้างแรงกระเพื่อมถึงไตรมาส 4

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เสนอว่า “รัฐบาลควรปรับหลักเกณฑ์ เปิดทางให้ร้านค้านิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท รวมถึงกลุ่มค้าปลีกทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนได้เร็วและแรงขึ้น ทั้งนี้ ประเมินว่ามาตรการในปัจจุบันจะช่วยผลักดัน GDP ได้ประมาณ 0.4-0.5% แต่หากรวมกลุ่มค้าปลีกเข้าไปด้วย จะช่วยขยายแรงส่งทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4 ของปี และต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า แทนที่จะเป็นเพียงแรงกระตุ้นระยะสั้นในช่วงไตรมาส 2-3 นี้เท่านั้น”

นักวิชาการ-สมาคมค้าปลีกไทย เสนอรัฐดึงโมเดิร์นเทรด ร่วม 'ไทยช่วยไทยพลัส' ดันเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ ดร.อัทธ์ ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “กลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญในการสร้าง "พายุหมุนทางเศรษฐกิจ" เพราะเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้ผลิต วัตถุดิบ โลจิสติกส์ ไปจนถึงการจ้างงานในระบบ ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนได้กว้างและลึกกว่าการจำกัดเฉพาะร้านค้ารายย่อย”

รัฐได้ประโยชน์ภาษีเพิ่ม ลดเงินรั่วไหลนอกระบบ

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ นักวิชาการเสนอให้ดึงร้านค้านิติบุคคลเข้าร่วม คือ ประเด็นด้านรายได้ภาษีของรัฐ เนื่องจากร้านค้าขนาดเล็กจำนวนมากที่เข้าร่วมโครงการในปัจจุบัน รัฐจะได้รับเพียงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่ไม่ได้รับภาษีนิติบุคคล ในทางกลับกัน หากเปิดให้ร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีเข้าร่วม รัฐจะสามารถจัดเก็บทั้ง VAT และภาษีนิติบุคคลได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย อีกทั้งร้านค้าส่วนใหญ่ยังสามารถออก e-Tax Invoice ได้ ทำให้ตรวจสอบเส้นทางการใช้เงินได้ชัดเจน ลดโอกาสการรั่วไหลหรือการแลกสิทธิ์เป็นเงินสดแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ดังนั้น การตัดร้านค้านิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทออกจากโครงการ เท่ากับเป็นการตัดโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากที่อยู่ในระบบภาษี ทั้งที่กลุ่มเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศ

“สมาคมค้าปลีกไทย” หนุนขยายสิทธิ์โมเดิร์นเทรด เพิ่มทางเลือกประชาชน

ด้าน นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมค้าปลีกไทย ระบุว่า “โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการที่ ‘มาถูกจังหวะ’ และสามารถช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้นได้จริง โดยครอบคลุมประชาชนกว่า 30 ล้านคน ภายใต้เงื่อนไขรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% รวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกกว่า 13 ล้านราย ซึ่งจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สมาคมค้าปลีกไทยมองว่า หากรัฐบาลขยายสิทธิ์ให้ครอบคลุมช่องทางโมเดิร์นเทรดเพิ่มเติม จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าได้สะดวกขึ้น ลดข้อจำกัดในการใช้สิทธิ และทำให้เม็ดเงินกระจายไปสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากสินค้าจำนวนมากที่จำหน่ายในโมเดิร์นเทรด ล้วนเป็นสินค้าจากผู้ผลิตเอสเอ็มอีไทย ทั้งยังช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนได้ครบห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้ผลิตสินค้า โลจิสติกส์ ไปจนถึงภาคค้าปลีก”

นักวิชาการ-สมาคมค้าปลีกไทย เสนอรัฐดึงโมเดิร์นเทรด ร่วม 'ไทยช่วยไทยพลัส' ดันเศรษฐกิจไทย

เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ควบคู่กระตุ้นระยะสั้น

ทั้งภาควิชาการและภาคค้าปลีกเห็นตรงกันว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัส แม้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย การสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยเฉพาะการควบคุมสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ การลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ การช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ รวมถึงการยกระดับทักษะแรงงานและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ส่งเสริม “การจ้างงานรายชั่วโมง” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจ้างงานและเปิดโอกาสสร้างรายได้ให้แรงงานพาร์ทไทม์ รวมถึงการเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านระบบคืนภาษีแบบทันที ณ จุดขาย (Instant Tax Refund) และแนวคิด “Phuket Sandbox” เพื่อดึงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวเข้าสู่ภาคค้าปลีกไทย

ปลดล็อกค้าปลีก กุญแจสำคัญสู่การฟื้นเศรษฐกิจเต็มระบบ

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบกลไกให้เม็ดเงินสามารถหมุนเวียนได้เต็มประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจจริง การเปิดให้ร้านค้าปลีกและโมเดิร์นเทรดเข้าร่วม ไม่เพียงเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน แต่ยังช่วยให้เกิดการจ้างงาน การจัดเก็บภาษี การเชื่อมโยงผู้ผลิตไทย และการหมุนเวียนเม็ดเงินตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเปลี่ยนมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ให้กลายเป็น ‘แรงส่งเศรษฐกิจ’ ที่ต่อเนื่องและยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว