นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย (Thai Retailers Association : TRA) ฉายภาพรวมสถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกและกำลังซื้อในขณะนี้ว่ามีสัญญาณการฟื้นตัว แบบไม่เท่าเทียม (Uneven Recovery) โดย “หนี้ครัวเรือน” ลดลงเพียงเล็กน้อยและยังคงอยู่ในระดับสูง 86.7% เป็นกับดักสำคัญฉุดกำลังซื้อชะลอตัวต่อเนื่อง
“แม้หนี้ครัวเรือนสูง แต่กำลังซื้อบางส่วนยังประคองไปได้ หลังจากนี้กำลังเข้าสู่ไฮซีซันไตรมาสสุดท้ายของปีเชื่อว่าน่าจะดีกว่าปีก่อน”
สำหรับ อุตสาหกรรมค้าปลีกไทย ภายใต้บริบทที่ผู้บริโภควางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบนั้น มีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดว่าในปี 2569 มูลค่าตลาดจะอยู่ที่ 4.38 ล้านล้านบาท เติบโต 3% จากปี 2568
ทั้งนี้ พิจารณาโดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่เป็นการฟื้นตัวแบบ “K-shaped” หรือการเติบโตที่แยกออกเป็นสองทิศทางอย่างชัดเจน โดย ขาบน เป็นกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงส่งจากการส่งออก เศรษฐกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุน
ขณะที่ ขาล่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจรายย่อย ยังฟื้นตัวได้ช้า เนื่องจากยังต้องเผชิญทั้งต้นทุนสูง สภาพคล่องตึงตัว หนี้เสีย และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก
ปัจจุบัน SMEs กว่า 3.3 ล้านราย สร้างการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือราว 70% ของการจ้างงานภาคเอกชนไทย และช่วยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก หากผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ อาจส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน กำลังซื้อภายในประเทศ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
“ยังซื้อ” แต่ใช้จ่ายต่อบิลลดลง
หากพิจารณาจากผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) เดือน ก.ค. จัดทำโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค.2569 ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่เหนือระดับกลางที่ 50 จุด
สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความหวังต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี รวมถึงความคาดหวังต่อการต่อยอดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส หลังจาก เฟสแรกสิ้นสุดในเดือนกันยายน และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่ายอดขายในช่วงไตรมาส 3-4 จะ “ทรงตัว” เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ความถี่ในการซื้อสินค้า (Shopping Frequency) จะไม่ได้ลดลงมาก แต่จำนวนสินค้าและมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง หรือยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จ (Spending per bill) กลับปรับลดลง
"สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะกำลังซื้อหดตัว (Shrinking Purchasing Power) ผู้บริโภคยังคงจับจ่าย แต่เลือกซื้อเท่าที่จำเป็นมากขึ้น ขณะที่ยอดขายที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐยังกระจุกตัวอยู่ในหมวดอาหารและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือย วัสดุก่อสร้าง สินค้าคงทน และสินค้าที่มีมูลค่าต่อชิ้นสูงยังเผชิญแรงกดดัน ประกอบกับผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการปรับราคาขาย แม้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง"
ลุ้นสัญญาณบวกปี 70 หนุนค้าปลีกขยับโต 3-3.5%
ด้าน GDP ประเทศไทยปี 2569 คาดขยายตัวในกรอบ 1.6-2.0% (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน - กกร.) ขณะที่มูลค่าตลาดค้าปลีกไทยคาดว่าจะเติบโต 3.0% จากฐาน 4.25 ล้านล้านบาทในปี 2568 คิดเป็นเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นประมาณ 127,500 ล้านบาท ส่งผลให้ตลาดค้าปลีกมีมูลค่ารวมประมาณ 4.38 ล้านล้านบาท (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)
“การฟื้นตัวของค้าปลีกในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะเกิดขึ้นเป็นบางช่วงและบางกลุ่ม โดยได้แรงส่งจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ การลงทุน การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี”
ทั้งนี้ หมวดสินค้าจำเป็น อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว รวมถึงสินค้าสุขภาพและความงามเติบโตได้ดี ขณะที่เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และสินค้ามูลค่าสูง ยังเผชิญพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ระมัดระวัง
สำหรับปี 2570 ประเมินว่า GDP ไทยจะอยู่ในระดับ 1.8% (ธนาคารแห่งประเทศไทย) โดยมีปัจจัยกดดันจากการส่งออกสินค้าที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราช้าลง หลังจากขยายตัวสูงมากในปี 2569 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และกำลังซื้อภายในประเทศยังเปราะบาง
ทางด้านตลาดค้าปลีกไทยมีแนวโน้มเติบโต 3.0-3.5% เมื่อเทียบกับปี 2569 หรือมีมูลค่า 4.51-4.53 ล้านล้านบาท (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย) ปัจจัยบวกต่อภาคค้าปลีก ได้แก่ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงช่องทางจำหน่ายแบบ Omnichannel ตลอดจนการใช้ AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ
ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ หนี้ครัวเรือนซึ่งอยู่ที่ 85.9% ของ GDP ในไตรมาสแรกปี 2569 ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ภาวะสินเชื่อธุรกิจที่ตึงตัว การแข่งขันด้านราคา และการรุกตลาดของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ
จากโจทย์เศรษฐกิจสู่ TRA “ACT”
ภายใต้บริบทที่ค้าปลีกไทยต้องเผชิญทั้งแรงกดดันด้านกำลังซื้อ ต้นทุน การแข่งขัน และเทคโนโลยี สมาคมฯ จึงเดินหน้าภารกิจยกระดับผู้ประกอบการค้าปลีกทุกระดับผ่านกลยุทธ์ TRA “ACT” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน
พร้อมยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อเร่งกำหนดมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อกระตุ้นกำลังซื้ออย่างต่อเนื่องในแต่ละห้วงเวลาที่จะต้องใช้มาตรการแตกต่างกัน เจาะแต่ละกลุ่มเป้าหมาย การเสริมสภาพคล่องให้กลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) การสร้างกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียม และผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านการชอปปิงระดับภูมิภาค เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มีการใช้จ่ายในประเทศไทยมากขึ้น
สำหรับกลยุทธ์ TRA “ACT” ประกอบด้วย 3 เสาหลัก
A-Advancing Inclusive & Fair Growth ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม มุ่งเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ SMEs เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแบรนด์ไทย พร้อมผลักดันกติกาการค้าที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการทุกช่องทาง ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่ เชื่อมโยงผู้ค้าปลีกกับ SMEs เกษตรกร และผู้ประกอบการท้องถิ่น เพิ่มโอกาสนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่าย ทั้งหน้าร้าน แพลตฟอร์มออนไลน์ และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสนับสนุนสินค้าไทยและแบรนด์ไทยให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนขยายตลาด ในประเทศและต่างประเทศ
ผลักดันกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างร้านค้าออฟไลน์ ร้านค้าออนไลน์ แพลตฟอร์มในประเทศ และแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านภาษี มาตรฐานสินค้า ความปลอดภัยของผู้บริโภค และความรับผิดชอบของผู้จำหน่ายร่วมเสนอแนวทางต่อภาครัฐเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน ป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค ผู้ผลิตไทย และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
ผลักดันมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีในธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม และร้านค้าปลีกขนาดเล็กยกระดับประเทศไทยสู่ Shopping Destination เชื่อมโยงรายได้จากการค้าปลีก การท่องเที่ยว บริการ และเศรษฐกิจชุมชน ผ่านข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ ได้แก่
การอำนวยความสะดวกการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย ให้นักท่องเที่ยว (Instant VAT Refund) สำหรับยอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อเพิ่มความสะดวกและสร้างแรงจูงใจในการชอปปิงในประเทศไทย
ทบทวนและปรับลดอากรขาเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าลักชัวรีบางประเภท เช่น แฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง และน้ำหอม ซึ่งปัจจุบันยังมีอัตราภาษีนำเข้าอยู่ในระดับสูงราว 20-30% โดยพิจารณาเป็นรายหมวดสินค้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย
นำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง และกระจายรายได้ไปยังธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร บริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น
C-Capability Building for Future-Ready Retail เสริมความแข็งแกร่งและยกระดับขีดความสามารถค้าปลีกไทย สมาคมฯ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูล องค์ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถปรับตัวเข้าสู่ค้าปลีกยุคใหม่ ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่ พัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี การตลาด และแนวโน้มอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจผลักดันการลดกฎระเบียบและขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยเฉพาะกระบวนการขออนุญาตต่างๆ
สนับสนุนการนำ AI ระบบวิเคราะห์ข้อมูล ระบบบริหารสินค้าคงคลัง และ Omnichannel มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันระหว่างหน้าร้านกับออนไลน์เร่งพัฒนาทักษะแรงงานค้าปลีกผ่านการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ทั้งด้านดิจิทัล การใช้ข้อมูล AI งานบริการ และการขายผ่านช่องทางออนไลน์
เสนอให้พิจารณาโครงสร้างค่าตอบแทนตามทักษะและมาตรฐานวิชาชีพ ควบคู่กับการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะและรักษาเสถียรภาพการจ้างงานส่งเสริมรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นและถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การจ้างงานรายชั่วโมง การจ้างผู้สูงอายุโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามหลักเกณฑ์ และการลดขั้นตอนจ้างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายในตำแหน่งที่ขาดแคลน
T-Together for Sustainable Growth เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วนภาคค้าปลีกจะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเกิดจากทุกภาคส่วน สมาคมฯ จึงมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และ ภาคประชาสังคม ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่ ทำงานเชิงรุกร่วมกับภาครัฐ หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อแก้ไขอุปสรรคและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการ
จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายจากข้อมูลจริงของสมาชิกและผลสำรวจในอุตสาหกรรม เพื่อให้มาตรการของภาครัฐสอดคล้องกับสถานการณ์และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
ส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนามาตรฐานค้าปลีกที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม



