นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า “จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานที่มีผลต่อราคาสินค้า
“การปรับขึ้นราคาน้ำมันถึง 6 บาทต่อลิตรในครั้งนี้ ถือเป็นปัจจัยต้นทุนสำคัญที่ส่งผลต่อภาคค้าปลีกในวงกว้าง โดยเฉพาะต้นทุนด้านขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในระยะถัดไป”
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ผู้ประกอบการค้าปลีกยังคงพยายามประคองราคาและบริหารจัดการต้นทุนภายใน เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภคในทันที โดยอาศัยการบริหารสต็อกสินค้า การเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก รวมถึงการร่วมมือกับซัพพลายเออร์ในการควบคุมต้นทุน
แต่หากสถานการณ์ราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจเริ่มเห็นแรงกดดันต่อราคาสินค้าในบางกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าที่มีต้นทุนขนส่งสูง
ทั้งนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนมาตรการระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบการค้า และเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเดินหน้า
ในระยะเร่งด่วนทาง สมาคมฯ พร้อมสนับสนุนโครงการ “ไทยช่วยไทย” ภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ผ่านการนำสินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) ที่มีคุณภาพของห้างร้านในกลุ่มสมาชิกและเครือข่าย กว่า 5,000 รายการ มาจัดจำหน่ายในราคาประหยัดผ่านช่องทางค้าปลีกทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มตัวเลือกและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
โครงการ “ไทยช่วยไทย” จะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ครอบคลุมระยะเวลา 2 เดือน มุ่งเน้นการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาประหยัดทั่วประเทศ อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในด้านปริมาณสินค้า โดยยืนยันว่ามีการบริหารจัดการสต็อกอย่างเพียงพอและบริหารความเสี่ยงของการปรับขึ้นราคาได้ในระยะสั้น โดยอาศัยความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานใน ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์
พร้อมเสนอมาตรการขับเคลื่อน 3 ระยะเพื่อดูแลค่าครองชีพอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ควบคู่กับเสนอขยายช่องทางร้านค้ารองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
1. ระยะสั้น - ประคองราคา (ช่วง 60 วันแรก)
- เสนอให้มีการจัดตั้ง "คณะกรรมการร่วมภาครัฐ–เอกชน" ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมผู้ส่งปลีกไทย ผู้ผลิตผู้จัดจำหน่าย โดยกำหนดให้มีการประชุมอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และความเสี่ยงด้านอุปทานสินค้า เพื่อให้สามารถวางแผนบริหารสต๊อก ดูแลราคาสินค้าได้อย่างทันท่วงที
- กำหนด “ตะกร้าสินค้าจำเป็นราคาประหยัด (สินค้าธงฟ้า)” มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีกทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นเหล่านี้ในราคาที่เหมาะสม
2. ระยะกลาง - ลดต้นทุน (ช่วง 60 วัน – 12 เดือน)
- กำหนดการจัดกลุ่มสินค้าเป้าหมายอย่างชัดเจน แบ่งเป็น สินค้าจำเป็นสูง สินค้าจำเป็นที่มีสินค้าทดแทนได้ แยกออกจากสินค้าทั่วไป เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการดูแลความเหมาะสมของราคาและความพร้อมของสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการและตรงตามกลุ่มเป้าหมาย
- เสนอให้มีมาตรการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาคและต่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่เข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง
3. ระยะยาว - ปรับโครงสร้าง (ช่วง 1-3 ปี)
- เสนอให้ยกระดับโครงสร้างระบบค้าปลีกและโลจิสติกส์ของประเทศ โดยพัฒนาเครือข่ายกระจายสินค้าในระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสต็อกและการขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงทีในทุกพื้นที่
- ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในระบบขนส่งเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว ลดความเสี่ยงจากความ ผันผวนของราคาพลังงาน





