ตลาดระยะสั้นอาจผันผวนช่วงก่อนประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ในวันที่ 27 ก.ค. มุมมองหลังของนักลงทุน (ผ่าน FedWatch Tool) ยังให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ย 0.75% (ความน่าจะเป็น 77.5%) มากกว่า 1% (ความน่าจะเป็นเพียง 22.5%)
เราประเมินตลาดจะให้ความสำคัญกับการประเมิน 1) ทิศทางเงินเฟ้อที่จะกำหนดระดับความเข้มข้นของการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงต่อไป และ 2) การให้มุมมองภาวะเศรษฐกิจ ที่จะทำให้ตลาดประเมินผลกระทบจากเศรษฐกิจถดถอย // โดยเรามีมุมมองเป็นกลางถึงบวกต่อปฏิกิริยาที่ตลาดน่าจะมีต่อผลการประชุม อย่างไรก็ตามภาพรวมการลงทุนระยะสั้นอาจผันผวนจาก 1) การรายงานผลประกอบการของบริษทัจดทะเบียนสหรัฐฯ และคาดการณ์แนวโน้มที่ชะลอตัวลง 2) หุ้นไทยเปิดทำการซื้อขายเพียง 3 วันทำการ ก่อนเข้าสู่วันหยุด 28-29 ก.ค. ทำให้ตลาดระยะสั้นอาจผันผวนจากการปรับพอร์ตของนักลงทุนก่อนการประชุมเฟดได้
ค่าเงินบาทที่ 36.6-37.0 บาท/ดอลลาร์ฯ อยู่ในระดับที่มีโอกาสลุ้นการกลับมาแข็งค่า เงินบาทอ่อนค่าล่าสุดเป็น 36.657 บาท/ดอลลาร์ฯ จาก 32.050 บาท/ดอลลาร์ฯ เมื่อ 17 ก.พ.65 หรืออ่อนค่า 14.44% ในเวลาเพียง 5 เดือน จากความกังวลขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากราคาพลังงานและความกังวลส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ซึ่งการขาดดุลในระยะสั้นน่าจะชะลอลงจามราคาน้ำมันดิบและผ่านช่วงต้องการใช้พลังงานสูงสุดในหน้าร้อน ประกอบกับบริเวณ 36.6-37.0 บาท/ดอลลาร์ฯ เป็นแนวต้านในระดับ 10 ปี ทำให้มีโอกาสที่ค่าเงินบาท อาจจะเริ่มกลับแข็งค่าขึ้นจากระดับดังกล่าว ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อทิศทางเงินทุนไหลเข้าในระยะสั้นได้ ดังนั้น เรามองหุ้นใหญ่ที่เป็นเป้าหมายลงทุนของต่างชาติ อาทิ ธนาคาร การเงิน ปิโตรเคมี พลังงาน อาจมีรอบของการฟื้นตัวในช่วง 2-4 สัปดาห์ข้างหน้า
ประเด็นเก็งกำไรอื่น 1) กลุ่มเครื่องดื่ม อาทิ OSP, CBG, ICHI, SAPPE 2) กลุ่มท่องเที่ยว AOT, CENTEL, ERW, MINT, BAFS, AAV, SHR, VRANDA, SPA 3) กลุ่มเปิดเมือง CPALL, MAKRO, MAJOR, MBK 4) กลุ่มอาหารและเกษตร CPF, GFPT, TFG, TU, KSL, KTIS, KBS, BIS, ASIAN 5) หุ้นได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน BABA80, TENCENT80, CHINA, STAR5001 6) เก็งกำไรทางเทคนิค JMT, HANA, PTL, PR9, TEAM, OTO, ICHI
ภาพรวมกลยุทธ์: ผ่าน 1,555 จุด ทำให้มีโมเมนตัมบวกราว 30-40 จุด ภาพใหญ่เน้นเลือกซื้อ 1) กลุ่มหุ้นเปิดเมือง (ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า ค้าปลีก) 2) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน (DR และ ETF อิงหุ้นจีน) ขณะที่เก็งกำไรระยะสั้น มองหุ้นใหญ่ที่อาจได้ประโยชน์จากเงินทุนไหลเข้ารอบใหม่ อาทิ ธนาคาร การเงิน ปิโตรเคมี มีความน่าสนใจ //หุ้นแนะนำ: IVL*, MTC*, PTG*, BABA80*
แนวรับ: 1,550 / แนวต้าน : 1,590 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
ประเด็นการลงทุน
เยอรมนีเผยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเดือนก.ค. ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ - แตะ 88.6 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยปรับตัวลงจากระดับ 92.2 ในเดือนมิ.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์อยู่ที่ระดับ 90.2 ในเดือนก.ค.
รัสเซียเตรียมลดการส่งก๊าซไปยังยุโรป จากการซ่อมกังหันชุดใหม่ – ก๊าซพรอม เปิดเผยว่า ทางบริษัทจะปิดกังหันสูบก๊าซอีก 1 ชุดในท่อส่งก๊าซ Nord Stream 1 เพื่อทำการซ่อมบำรุง จะทำให้ปริมาณการส่งก๊าซเหลือเพียง 33 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน หรือราว 20% มีผล 27 ก.ค. จากระดับสูงสุดมากกว่า 160 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน
ตลาดหุ้นจีนจะรักษาเสถียรภาพตลาดก่อนประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีน - ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (SSE) ให้คำมั่นว่าจะรักษาเสถียรภาพของตลาด ก่อนถึงการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ในช่วงปลายปีนี้ โดยจะป้องกันความผันผวนครั้งใหญ่และรวดเร็วในตลาดทุนอย่างเต็มที่
จีนเตรียมตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ – ที่คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 3 แสนล้านหยวน (4.4 หมื่นล้านเหรียฯ) เพื่อช่วยพยุงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง เป็นปัจจัยบวกที่น่าจะช่วยประคองความเสี่ยงทางลงของหุ้นจีน
TLI ไม่เข้าดัชนี SET50 เกณฑ์ Fast Track – หลังราคาปิดต่ำกว่า IPO ในวันแรก ส่งผลให้ IRPC BLA และ SAWAD ยังคงได้รับการคำนวณในดัชนี SET50
ก.ล.ต.มีคำสั่งให้ Zipmex เปิดซื้อขายตามปกติ - ให้เปิดให้ซื้อขายตามหลักเกณฑ์ Trading rules ของบริษัทที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. รวมทั้งเปิดให้ลูกค้าสามารถฝาก/ถอนสินทรัพย์ดิจิทัลได้ เพื่อเป็นการเพิ่มความคุ้มครองแก่ทรัพย์สินและเพื่อประโยชน์ในการใช้บริการของลูกค้าในการซื้อขาย หรือฝาก/ถอนสินทรัพย์ดิจิทัล
เข้าซื้อขายวันแรก – 26 ก.ค. CN01 (DR) และ CNTECH01 (DR) / 27 ก.ค. CHIC (MAI) / 2 ส.ค. YONG (MAI)
ประเด็นติดตาม: 26 ก.ค. – US New Home Sales, US CB Consumer Confidence / 27 ก.ค. - Fed Interest Rate Decision / 28 ก.ค. – Thailand GDP, US Initial Jobless Claims / 29 ก.ค. – EU CPI & GDP
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









