วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

โลกเปลี่ยน SMEs ต้องพร้อม : สาระสำคัญจากเวที IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026

SMEs เร่งปรับตัวรับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก กระจายตลาดและบริหารกระแสเงินสด พร้อมคว้าโอกาสจากธุรกิจสีเขียวและดิจิทัล โดยเฉพาะโครงการเมืองคาร์บอนต่ำที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด ทั้งติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและบริการจัดการพลังงาน

KEY POINTS

  • ผู้ประกอบการ SMEs ต้องสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจโดยการกระจายตลาด ลูกค้า และแหล่งวัตถุดิบ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น
  • SMEs ควรบริหารความเสี่ยงทางการเงินอย่างรัดกุม โดยเน้นการจัดการกระแสเงินสด ประเมินความน่าเชื่อถือของคู่ค้า และใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น ประกันการส่งออก เพื่อรับมือกับความผันผวนของต้นทุนทางการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน
  • SMEs ต้องพร้อมคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Green Transition) และเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Transition) โดยมองว่าเป็นการสร้างธุรกิจใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่แค่ต้นทุน
  • โครงการ Low Carbon Cities ที่สนับสนุนโดย World Bank เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ชัดเจนสำหรับ SMEs ในห่วงโซ่พลังงานสะอาด ตั้งแต่การเป็นผู้ติดตั้ง Solar Rooftop ไปจนถึงการเป็นบริษัทจัดการพลังงาน (ESCOs)

บริบทเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจึงต้องเตรียม “3 พร้อม” ได้แก่ พร้อมสร้างความยืดหยุ่น พร้อมบริหารความเสี่ยงทางการเงิน และพร้อมคว้าโอกาสจาก Green และ Digital Transition เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว

การประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 ที่กรุงเทพฯ เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การค้าโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ส่งออก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตเท่าใด แต่คือ ธุรกิจจะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อรับมือความเสี่ยงและต่อยอดโอกาสใหม่ จากประเด็นสำคัญที่ IMF และ World Bank ให้ความสำคัญในปีนี้ สามารถสรุปเป็นแนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับ SMEs ไทยได้ดังนี้

1) พร้อมสร้างความยืดหยุ่นควบคู่ประสิทธิภาพ IMF ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกยังสามารถขยายตัวได้ที่ 3.1% ในปี 2569 และ 3.4% ในปี 2570 แต่ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจแต่ละประเทศจะเริ่มแตกต่างกันมากขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และความตึงเครียดทางการค้ายังคงกดดันแนวโน้มในระยะข้างหน้า สะท้อนว่าการพึ่งพาตลาด ลูกค้า หรือแหล่งวัตถุดิบที่กระจุกตัวมากเกินไป อาจเพิ่มความเปราะบางให้ธุรกิจดังนั้น SMEs จึงไม่ควรมุ่งเน้นประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง “ความยืดหยุ่น” ควบคู่กันไป ทั้งการกระจายตลาดและฐานลูกค้า มีแหล่งวัตถุดิบทางเลือก ประเมินความเสี่ยงของคู่ค้า และติดตามปัจจัยภายนอก เพื่อให้สามารถปรับตัวได้รวดเร็วเมื่อเงื่อนไขทางการค้าเปลี่ยนแปลง

2) พร้อมบริหารความเสี่ยงทางการเงิน IMF ประเมินว่า เสถียรภาพทางการเงินของโลกยังเผชิญแรงกดดันจากภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงและต้นทุนทางการเงินที่ยังเป็นข้อจำกัดในหลายประเทศ สำหรับ SMEs ซึ่งมีเงินทุนจำกัด ผลกระทบอาจส่งผ่านมายังอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ต้นทุนเงินทุน และสภาพคล่อง รวมถึงความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินจากคู่ค้า ซึ่งจะกระทบกำไรและกระแสเงินสดได้โดยตรง ผู้ประกอบการจึงควรให้ความสำคัญกับการบริหารกระแสเงินสด การวางแผนเงินทุนหมุนเวียน และการประเมินความน่าเชื่อถือของคู่ค้าอย่างรอบคอบ รวมถึงการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางการเงิน เช่น การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ประกันการส่งออก และบริการสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ 

3) พร้อมคว้าโอกาสจาก Green และ Digital Transition อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สะท้อนผ่านเวที IMF-World Bank ครั้งนี้คือ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งกำลังเปลี่ยนทั้งรูปแบบการผลิต การลงทุน การจ้างงาน และการค้าระหว่างประเทศ สำหรับ SMEs ไทย เรื่องนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ควรมองเป็นโอกาสในการเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจใหม่ ด้วยการพัฒนาสินค้า บริการ และโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก ขณะเดียวกัน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน SMEs จึงควรเริ่มประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ ยกระดับบริการ และพัฒนาธุรกิจ ควบคู่กับการเสริมทักษะบุคลากร

Low Carbon Cities: จาก Green Finance สู่ห่วงโซ่ธุรกิจใหม่

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำคือ Low Carbon Cities and Carbon Market Development Project วงเงิน 200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับอนุมัติจาก World Bank เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น Solar Rooftop และ Energy Efficiency สำหรับหน่วยงานภาครัฐที่เข้าร่วม รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาตลาดคาร์บอนของไทย โดยในระยะแรกครอบคลุมกรุงเทพมหานครและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

จุดเด่นของโครงการคือ การผลักดันให้การลงทุนลดคาร์บอนเกิดขึ้นจริงผ่านกลไกทางการเงินที่เชื่อมโยงภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคเอกชน โดย World Bank เป็นผู้สนับสนุนแหล่งเงินทุน ขณะที่ EXIM BANK ทำหน้าที่เป็นกลไกทางการเงินสำคัญในการเชื่อมเงินทุนไปสู่โครงการลงทุน ผ่านการให้สินเชื่อแก่บริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) ที่ผ่านคุณสมบัติ เพื่อนำไปดำเนินโครงการ ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังอาจต่อยอดสู่การพัฒนาคาร์บอนเครดิตภายใต้หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอนในอนาคต ช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง 

สำหรับ SMEs โครงการนี้สะท้อนโอกาสทางธุรกิจในหลายบทบาท ตั้งแต่ผู้พัฒนาและติดตั้ง Solar Rooftop ผู้จำหน่ายอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ผู้รับเหมาระบบไฟฟ้าและระบบจัดการพลังงาน ไปจนถึงผู้ให้บริการด้านการจัดการพลังงานและคาร์บอน โดยผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมได้ใน 2 แนวทาง ได้แก่ 1) SMEs ที่เป็นหรือมีศักยภาพเป็น ESCO ควรเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี บุคลากร และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามหลักเกณฑ์และรายละเอียดการเข้าร่วมโครงการจาก EXIM BANK เมื่อมีประกาศเพิ่มเติม 

และ 2) SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน ควรเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้รับเหมา หรือพันธมิตรของผู้พัฒนาโครงการพลังงานสะอาด ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นตามการลงทุนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะข้างหน้า

ท้ายที่สุด ในโลกที่เงื่อนไขการแข่งขันเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความสามารถในการปรับตัว บริหารความเสี่ยง และมองเห็นโอกาสใหม่ จะมีความสำคัญต่อศักยภาพการแข่งขันของ SMEs ไทยมากขึ้น ขณะที่ EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ พร้อมเคียงข้างผู้ประกอบการไทย ทั้งด้านเงินทุน เครื่องมือบริหารความเสี่ยง และองค์ความรู้ที่จำเป็น เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในตลาดโลก

ติดตามรายละเอียดโครงการ Low Carbon Cities and Carbon Market Development Project (LCCP) เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ EXIM BANK:https://www.exim.go.th/th/About-Exim-Thailand/Sustainable-Development/LCCP.aspx