เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสบรรยายถึงอุปสรรคของประเทศไทยในเวทีโลก หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้สื่อออกไปก็คือ การเมืองเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ไม่ควรถูกละเลย เพราะการเมืองที่ดีคือที่มาของนโยบายที่ต่อเนื่องและมีคุณภาพ
รวมถึงการสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (inclusive institutions) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ควบคู่ไปกับการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเป็นธรรม
หากการเมืองปราศจากเสถียรภาพ เอกภาพ และเจตจำนงที่เอื้อต่อการพัฒนา ไม่ว่าพื้นฐานด้านอื่นอย่างการศึกษาหรือเทคโนโลยีจะดีแค่ไหน ประเทศก็ไม่อาจเจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน
บางคนอาจแย้งว่าการเมืองกับเศรษฐกิจเป็นคนละเรื่องกัน หรือมองว่ารัฐควรแทรกแซงตลาดให้น้อยที่สุดตามแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ แต่สำหรับประเทศที่ยังก้าวไม่พ้นกับดักรายได้ปานกลางอย่างไทย รัฐยังคงมีบทบาทที่ขาดไม่ได้ และบทบาทนั้นก็กว้างกว่าในอดีต รัฐไม่ได้มีหน้าที่เพียงเลือกอุตสาหกรรมที่จะเป็นผู้ชนะ ดังที่เคยพาเกาหลีใต้และไต้หวันไปสู่การพัฒนา
หากแต่ยังต้องวางตำแหน่งของประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่ ท่ามกลางผลกระทบจาก AI climate change และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์
หากรัฐคือ กลไกของการพัฒนาในโลกปัจจุบัน การเมืองซึ่งเป็นตัวกำหนดว่ารัฐจะทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหน ก็ย่อมเป็นโจทย์ทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน
จึงน่ากังวลว่า ทำไมเราถึงไม่ค่อยมองการเมืองเป็นโครงสร้างพื้นฐานแบบเดียวกับที่เรามองทรัพยากรมนุษย์หรือเทคโนโลยี ทุกครั้งที่ถกเถียงกันว่าไทยจะหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างไร คำตอบมักวนอยู่กับการปฏิรูปการศึกษา การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ หรือการแสวงหาจุดแข็งใหม่ ๆ อย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการเป็นครัวของโลก
ไม่ใช่ว่าแนวทางเหล่านี้ไม่สำคัญ แต่ทั้งหมดล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกันว่า หากเรารู้ว่าควรทำอะไร รัฐก็จะทำและทำได้ดี ซึ่งประสบการณ์ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง
การเมือง ซึ่งกำหนดว่านโยบายเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ กลับแทบไม่ถูกนับรวมอยู่ในสมการ เราแทบไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่มองการเมืองเป็นโจทย์เชิงนโยบาย แม้แต่วงเสวนาการเมืองกับวงเสวนานโยบายก็ต่างคนต่างพูด ฝ่ายหนึ่งถกเถียงว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล
อีกฝ่ายถกเถียงว่ารัฐบาลควรทำอะไร โดยแทบไม่มีใครถามว่า ระบบการเมืองแบบที่เป็นอยู่เปิดทางให้สิ่งที่ควรทำนั้นเกิดขึ้นได้หรือไม่ และหากไม่ ระบบการเมืองควรมีหน้าตาอย่างไร
ที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหลายคนเชื่อไปแล้วว่า การเมืองเป็นตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก และหาฉันทามติได้ยากกว่านโยบายด้านอื่น ซึ่งผู้เขียนขอแย้งในทั้งสองประเด็น
ประการแรก ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองไทยไม่เคยหยุดนิ่ง ตรงกันข้าม การเมืองเปลี่ยนแปลงบ่อยจนแทบตามไม่ทัน เราผ่านรัฐประหารสองครั้ง ใช้รัฐธรรมนูญมาแล้วสี่ฉบับ และมีนายกรัฐมนตรีถึงห้าคนถูกศาลวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าการเมืองเปลี่ยนไม่ได้ แต่อยู่ที่ว่าใครมีอำนาจเปลี่ยน
ครั้งสุดท้ายที่สังคมโดยรวมมีบทบาทอย่างแท้จริงในการวางรากฐานทางการเมือง คือการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งแม้จะมีข้อบกพร่องทั้งในกระบวนการและเนื้อหา แต่ก็เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่ารัฐธรรมนูญหลายฉบับ
วันนี้ จังหวะนั้นกำลังกลับมาอีกครั้ง เมื่อผลประชามติที่ผ่านมาชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ในทางปฏิบัติ เส้นทางที่เหลือยังอีกยาวไกล ทั้งการแก้ไขมาตรา 256 ซึ่งต้องอาศัยเสียงวุฒิสภาอย่างน้อยหนึ่งในสาม การทำประชามติอีกสองครั้ง และการร่างผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่ยังไม่มีข้อยุติว่าจะมีที่มาอย่างไร
นอกจากนี้ร่างที่เสร็จแล้วก็อาจยังต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาอีกชั้นหนึ่ง ถึงกระนั้น ความชอบธรรมในการเปลี่ยนแปลงก็ได้กลับมาอยู่ในมือประชาชนแล้ว คำถามอยู่ที่ว่า ภาคประชาสังคมจะลุกขึ้นมาทวงอำนาจนี้หรือไม่ และทวงได้มากหรือน้อย
ประการที่สอง ว่าด้วยการหาฉันทามติ จริงอยู่ว่ากติกาทางการเมืองทุกรูปแบบล้วนสร้างผู้ชนะและผู้แพ้ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ต่างจากการออกแบบกรอบการกำกับดูแลในด้านอื่น เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ที่แรงงานได้ประโยชน์แต่ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุน แม้เรื่องเหล่านี้จะมีความขัดแย้งสูง แต่เราก็ไม่เคยมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรแตะต้อง หากมองว่าเป็นโจทย์ที่จำเป็นต้องหาทางออกร่วมกัน
ความท้าทายอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้ผู้เสียประโยชน์ยอมรับกติกาและไม่ล้มกระดาน ในขณะที่ผู้ได้ประโยชน์ไม่ใช้กติกานั้นเอาเปรียบอีกฝ่ายจนเกินควร ทั้งหมดอยู่ที่การออกแบบกติกาที่สร้างหลักประกันว่า ผู้ที่แพ้วันนี้ยังมีโอกาสชนะในวันหน้า และผู้ที่ชนะจะอยู่ในอำนาจได้ด้วยผลงานและการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ใช่ด้วยการครอบงำกลไกรัฐและองค์กรอิสระ
ผู้เขียนไม่มีคำตอบสำเร็จรูปว่าระบบการเมืองแบบนั้นจะมีหน้าตาอย่างไร แต่รู้ว่าคำตอบนั้นต้องเกิดจากการถกเถียงร่วมกันของสังคม ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหมือนที่ผ่านมา ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องเริ่มมองการเมืองเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ประเทศแข่งขันได้ในเวทีโลก
โดยก้าวแรกคือการยอมรับว่า การปฏิรูปการเมืองไม่ควรเป็นวาระของนักการเมืองและนักกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องเป็นวาระของทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับอนาคตของประเทศ





