วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Vaccine +Variant = GDP Downgrade

ล่วงเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 ภาพรวมเศรษฐกิจการลงทุนทั้งระดับโลกและไทยเปลี่ยนไปชัดเจน

ตัวเลขเศรษฐกิจเร็วต่าง ๆ เช่น Google mobility index หรือแม้แต่ดัชนี PMI เริ่มมีทิศทางชะลอลง สินทรัพย์ทางการเงินรวมถึงราคาโภคภัณฑ์ผันผวน ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงผิดจากที่นักวิเคราะห์คาด

 ภาพเหล่านี้เกิดจากความเสี่ยงเศรษฐกิจและการลงทุนทั้งของโลกและไทยที่มากขึ้นจาก 3 ปัจจัย

 ปัจจัยแรก ได้แก่ Delta variant หรือการระบาดของ Coronavirus สายพันธุ์ Delta ที่เริ่มต้นในอินเดีย กระจายเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีความรุนแรงมากขึ้นทั่วโลก

งานวิจัยต่าง ๆ พบว่า สายพันธุ์ Delta สามารถเพิ่มขึ้นได้ 2 เท่า ทุก ๆ 2-3 สัปดาห์ เห็นได้จากตัวอย่างในอังกฤษที่สายพันธุ์ Delta ขยายตัวเป็นวงกว้างและทดแทนสายพันธุ์ Alpha ของอังกฤษเองได้ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น 

การระบาดของสายพันธุ์ Delta ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ทั่วโลกเริ่มเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องทั้งในประเทศที่มีการฉีดวัคซีนเกินกว่า 50% ของประชากรเช่นสหรัฐและยุโรป ขณะที่ประเทศที่ระดับการฉีดวัคซีนยังต่ำอยู่โดยในเอเชียและละตินอเมริกาก็เผชิญการระบาดในระดับสูงต่อเนื่อง 

ภาพดังกล่าวทำให้แผนการเปิดเศรษฐกิจในหลายประเทศเริ่มเป็นคำถาม โดยหลายประเทศต้องเริ่มกลับมาทำ Social Distancing อีกครั้ง และทำให้การจัดงานขนาดใหญ่ เช่น โอลิมปิคในญี่ปุ่น ต้องยกเลิกผู้ชมภายในสนามแข่งขัน 

อย่างไรก็ตาม จากการคำนวณของเรา พบว่าหากประเทศมีการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 50% ของจำนวนประชากร จะทำให้ผู้ติดเชื้อใหม่ต่อวันอยู่ในระดับ 50-70 คนต่อประชากร 1 ล้านคน (เช่น เยอรมนี อิตาลี และแคนาดา) ซึ่งน่าจะเป็นระดับที่ระบบสาธารณสุขสามารถบริหารจัดการได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือจะต้องทำมาตรการ Social Distancing เช่น สวมหน้ากาก ล้างมือ และรักษาระยะห่าง 

จึงเป็นไปได้ที่ประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีการฉีดวัคซีนในระดับดังกล่าว จะต้องมีกลับมาทำ Social distancing ในระยะต่อไป ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจบ้าง ขณะที่ประเทศที่การฉีดวัคซีนยังอยู่ในระดับต่ำ จะต้องเผชิญกับการระบาดในระดับสูง 1-2 เดือนเป็นอย่างน้อย 

ปัจจัยที่สอง ได้แก่ Stagflation fear หรือความกังวลที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่จะเริ่มขยายตัวชะลอลงแต่เงินเฟ้อสูง ผลทั้งจากปัญหาด้านการผลิตจากวัตถุดิบและแรงงานที่ขาดแคลน เห็นได้จากตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณชะลอลงต่อเนื่อง เช่น ตัวเลขขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐที่ปรับเพิ่มขึ้นและดัชนีความเชื่อมั่นสหรัฐที่ปรับลดลง 

แม้การขยายตัวเศรษฐกิจโลกจะเริ่มเป็นความเสี่ยงจากการระบาดรอบใหม่และปัญหาด้านการผลิต แต่เราเชื่อว่าเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นและจะยังอยู่ในระดับสูงอีกพักหนึ่ง 

จากการวิเคราะห์รายละเอียดเงินเฟ้อจากค่าจ้างที่สูงขึ้นของเราบ่งชี้ว่า ค่าจ้างที่ถูกปรับให้สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนสำคัญเป็นผลจากฝั่งของแรงงานภาคอุตสาหกรรม (ที่มีฝีมือ) เนื่องจากนายจ้างหาแรงงานทดแทนได้ยาก นั่นหมายความว่าเกิดการขาดแคลนแรงงานเนื่องจากทักษะไม่ตรงกับความต้องการ (Skill mismatch) ซึ่งประเด็นนี้จะยังคงต่อเนื่อง (Overhang) ไปอีกพักหนึ่ง ทำให้เป็นไปได้ที่ผู้ผลิตจะผลักดันภาระที่เกิดขึ้นจากค่าจ้างที่สูงขึ้นจนนำไปสู่เงินเฟ้อได้ (Wage-price spiral) แม้เศรษฐกิจจะชะลอลง 

เงินเฟ้อที่ยังสูงขึ้นแม้เศรษฐกิจชะลอลงทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จึงจำเป็นต้องส่งสัญญาณชะลอการกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วขึ้น 

ปัจจัยที่สาม ได้แก่ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะระหว่าง 2 มหาอำนาจโลกอันได้แก่ สหรัฐและจีน ที่ร้อนแรงมากขึ้น ทั้งจากการประชุมกลุ่ม G-7 และ NATO ในช่วงที่ผ่านมา ที่สหรัฐและชาติพันธมิตรกดดันจีนอย่างยิ่ง ขณะที่จีนก็ประกาศกร้าวในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ว่าไม่กลัวต่อชาติใดที่เข้ามารังแก นอกจากนั้น ประเด็นด้านนโยบายเทคโนโลยีของจีน เช่น Ant financial, Muituan และล่าสุดคือ Didi ที่ถูกทางการสอบสวนหลังจากที่ไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ก็เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและการลงทุนเช่นกัน 

ความเสี่ยงเหล่านี้จึงสะท้อนในผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาว (อายุ 10 ปี) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงจากจุดสูงสุดที่ 1.7% ในเดือนมี.ค. เหลือประมาณ 1.2% ในปัจจุบัน ซึ่งภาพเช่นนี้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ในอดีต ที่หลังจากที่เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังวิกฤต การฟื้นตัวจะพุ่งขึ้นสูงก่อนตกลง (Peak) ซึ่งก่อนที่จะตกลงนั้น ผลตอบแทนพันธบัตรจะลดลงก่อน ทำให้เส้นผลตอบแทนพันธบัตรแบนลง และหลังจากนั้น เศรษฐกิจจะชะลอลง เราจึงมองว่า ภาพดังกล่าวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดที่เกิดกระแสกังวลความเสี่ยง (Risk-off) 

ในส่วนของเศรษฐกิจไทย ความเสี่ยงเศรษฐกิจจะรุนแรงขึ้นจากการระบาดรอบที่ 4 จากปัจจัย 3 ประการ คือ (1) Delta Variant ที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว (2) วัคซีนที่มาช้ากว่าคาด และ (3) มาตรการ Lockdown ที่เข้มข้นขึ้น 

โดยในส่วนของการระบาดนั้น การสำรวจ 6,000 กลุ่มตัวอย่างในไทยของกระทรวงสาธารณสุข ณ กลางเดือน ก.ค. พบว่า 63% ของการระบาดเป็นสายพันธุ์ Delta เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นเดือนที่อยู่ที่ประมาณ 25% เท่านั้น 

การระบาดที่รวดเร็วมากขึ้นทำให้ประเทศไทยต้องการการฉีดวัคซีนที่มากพอและทันท่วงที แต่การที่ประเทศไทยได้รับวัคซีนน้อยลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม ทำให้เราปรับประมาณการการฉีดวัคซีนในปีนี้ลง โดย ณ สิ้นปีนี้ ประเทศไทยจะมีการฉีดได้ประมาณ 55-60 ล้านโดส ต่ำกว่าจำนวนประชากรไทยที่ประมาณ 70 ล้านคน 

ภาพดังกล่าว ทำให้การระบาดของไทยไปใกล้โมเดลของอินเดีย (ที่วัดจากจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ต่อล้านคน) โดยหากเป็นเช่นนั้น จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ต่อวันอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2 หมื่นคนภายในต้นเดือน ส.ค. ก่อนลดระดับลงเหลือ 3-4 พันคนในกลางเดือน ก.ย. ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ โอกาสที่จะ Lockdown ในระดับรุนแรงและยืดเยื้อจนถึงกลางเดือน ส.ค. ก็เป็นไปได้สูง ขณะที่นักท่องเที่ยวเข้าประเทศอาจเหลือประมาณ 3.3 แสนคนในปีนี้ 

ภาพดังกล่าวจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในเดือน ก.ค.-ส.ค. ลดลงมาก และอาจทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 เมื่อเทียบกับปีที่แล้วแทบไม่โตเลย และดึงการขยายตัวไตรมาสที่ 4 ลดลง ทำให้ทั้งปีอาจขยายตัวเหลือประมาณ 1% จากที่เคยคาดว่าจะขยายตัว 2% ได้ แม้การส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นจากทิศทางเศรษฐกิจโลกจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจแล้วก็ตาม 

ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและไทยเพิ่มขึ้นชัดเจน นักลงทุน โปรดเพิ่มความระมัดระวัง