“...เมื่อไตร่ตรองข้อมูล ทั้งข้อดีและข้อจำกัดของทางเลือกแหล่งที่มางบประมาณ สำหรับนำมาใช้ในการสร้างหลักประกันความมั่นคงในการดูแลผู้สูงอายุ
ลูกขุนพลเมืองมีความเห็นดังนี้...”
เสียงของลุงประหยัด คงจร อดีตข้าราชการวัย 58 ปีจาก จ.ชุมพร นำคณะลูกขุนพลเมือง ทั้ง 20 คน ร่วมกันอ่าน“ผลการตัดสินใจ(Verdict)”อย่างภาคภูมิใจ หลังผ่านการบ่มเพาะองค์ความรู้และถกเถียงด้วยความมิตรภาพมาเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน ในช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ในเวที “ลูกขุนพลเมือง” ประเด็น“การพัฒนารูปแบบการสร้างหลักประกันความมั่นคงในสังคมสูงวัยของไทย” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.)และองค์กรภาคีเครือข่าย
ลุงประหยัดเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า กระบวนการลูกขุนพลเมืองเปลี่ยนตัวเขาจากคนที่ไม่รู้ ไม่ใส่ใจเรื่องปัญหาสุขภาพ พัฒนามาถึงจุดที่กล้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูกขุน ซึ่งมาจากหลากอาชีพ หลายพื้นที่ ให้นำเสนอแนวทาง และกลับไปบอกที่หมู่บ้านตนเองได้ตระหนักถึงสถานการณ์ผู้สูงอายุในระยะยาว และพร้อมกันร่วมกันหาทางออก
“ลูกขุนพลเมือง เป็นรูปแบบการจัดทำข้อเสนอแนะนโยบายผ่านการรับฟังความเห็นของประชาชนเหมือนรูปแบบอื่นๆ โดยจุดเด่นของเครื่องมือนี้ คือ จำนวนผู้เข้าร่วมหรือลูกขุนไม่ต้องเยอะ แต่สามารถเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศได้ และประเด็นการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวนี้ ประชาชนคนธรรมดาก็พูดได้ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว เมื่อคณะลูกขุนพลเมืองได้รับข้อมูลรอบด้านแล้ว จะตัดสินใจเลือกนโยบายที่สะท้อนความเห็นของคนส่วนใหญ่ได้อย่างดี ไม่ว่าคน 60 ล้านคน หรือ 20 คนก็จะได้ผลคล้ายกัน” นายสติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการผู้ชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า อธิบายถึงหัวใจสำคัญของกระบวนการ ในฐานะที่รับหน้าที่คัดเลือกกลุ่มตัวแทน
ลูกขุนพลเมืองเป็นเครื่องมือที่ปรับมาจากตะวันตกซึ่งใช้ในการตัดสินคดีความ โดยคณะลูกขุนจะมีฝ่ายโจทก์และจำเลยมาให้ข้อมูลทั้ง 2 ด้าน สุดท้ายคณะลูกขุนที่มาจากต่างสาขาอาชีพจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกเชื่อฝ่ายใด ซึ่งการคัดเลือกคณะลูกขุนฯ ในครั้งนี้ สถาบันพระปกเกล้าได้คัดเลือกตามหลักวิชาการ โดยเลือกกลุ่มคนจากหลากหลายกลุ่มวัยตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปถึง 70 ปี จากพื้นที่ต่างๆ ทั้งในเมืองและนอกเมือง ทั้งชายและหญิง คละอาชีพกันทั้งแม่บ้าน เกษตรกร รับจ้างอิสระ ข้าราชการ ฯลฯ ผสมผสานคนที่ใช้สิทธิรักษาพยาบาลทั้ง 3 กองทุน คือ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ และสิทธิประกันสังคม จำนวน 20 คน เข้าสู่เวทีลูกขุนพลเมืองเพื่อให้ร่วมกันทำข้อเสนอ
ในส่วนการนำเสนอทางเลือก เวทีครั้งนี้ได้นำวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ 4 ด้าน นำเสนอทางเลือก“การดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว” มาให้ลูกขุนได้รับฟังเพื่อตัดสินใจระหว่าง ทางเลือกที่ 1 คือการจัดเก็บผ่านระบบภาษี เพื่อให้ได้มาซึ่งงบประมาณจัดสิทธิประโยชน์ให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยทุกคน เช่น ภาษีรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น
ทางเลือกที่ 2 การจัดตั้งเป็นกองทุนและจัดการในระดับท้องถิ่น แหล่งงบประมาณอาจมาจากรัฐบาลส่วนกลาง ท้องถิ่น ประชาชน เอกชน เป็นต้น โดยมีรูปแบบการบริหารจัดการที่หลากหลายตามความเหมาะสม เช่น กองทุนพื้นที่กิจการเพื่อสังคม(Social Enterprise)หรือเอกชนดำเนินการก็ได้
ทางเลือกที่ 3 เป็นกรณีเก็บภาษีสุขภาพเฉพาะ บริหารจัดการแบบกองทุนสุขภาพระดับประเทศ ประชาชนร่วมจ่ายเบี้ยเข้ากองทุนในภาคบังคับ และ ทางเลือกที่ 4 ให้ร่วมจ่ายเมื่อรับบริการ โดยผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยรับผิดชอบค่าใช้บริการในบางรายการนอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ที่กำหนด ถือเป็นทางเลือกเพิ่มเติมหากงบประมาณไม่เพียงพอ
ทั้ง 4 ทางเลือกถูกนำเสนอพร้อมเปิดให้คณะลูกขุนพลเมืองได้ซักถามจนหมดข้อข้องใจ เสริมด้วยข้อมูลสถานการณ์ผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปี 2563 คาดว่าจะมีผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในสัดส่วนร้อยละ 19.1 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 26.6% และ 32.2% ในปี 2573 และ 2583 ตามลำดับ
หลังได้รับข้อมูล คณะลูกขุนพลเมืองได้ถกแถลงกันและ“ตกผลึก”เป็นข้อเสนอที่มีสาระสำคัญว่า นอกเหนือจากสวัสดิการที่รัฐจัดสรรให้ตามมาตรฐานแล้ว ประชาชนเห็นความจำเป็นของการร่วมจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น จ่ายเพิ่มสำหรับอุปกรณ์วัสดุต่างๆ เช่น ที่นอน รถเข็น แผ่นรองซับ เป็นต้น และเห็นว่าการมีภาษีสุขภาพเฉพาะนั้นเป็นทางเลือกที่ดี รวมทั้งเห็นควรให้แต่ละพื้นที่มีส่วนร่วมช่วยเหลือด้านการบริการสุขภาพ พร้อมกับส่งเสริมความเป็นสังคมจิตอาสา รวมถึงให้ขยายสิทธิประโยชน์ต่างๆ ไปยังผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่ใช่ผู้สูงอายุซึ่งมีจำนวนไม่น้อยด้วย
ทพ.วีระศักดิ์ พุทธาศรี รองเลขาธิการ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชี้ว่าผลทางตรงก็คือสิ่งที่ได้จากข้อเสนอนโยบาย แต่ผลทางอ้อมที่ได้มากกว่าก็คือ การกระตุ้นสำนึกความเป็นพลเมือง การพัฒนาทักษะการตัดสินใจ และการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม คนกลุ่มนี้แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่การบ่มเพาะองค์ความรู้ของเขาจะถูกขยายผลต่อไป โดยหน่วยงานเกี่ยวข้องต้องสนับสนุนให้คนกลุ่มนี้เป็นตัวแทนประชาชนผลักดันข้อเสนอที่เขาเป็นเจ้าของเรื่องไปยังผู้ที่ทำหน้าที่ตัดสินใจนโยบายต่อไป
ขณะเดียวกันเขายังเห็นว่าท้องถิ่นต้องมีบทบาทในเรื่องการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว นโยบายในภาพใหญ่จะต้องปลดล็อกให้ท้องถิ่นสามารถนำเงินงบประมาณออกมาทำเรื่องระบบการดูแลผู้สูงอายุด้วย
“สุดท้ายกระบวนการลูกขุนพลเมืองเป็นเครื่องมือหนึ่งของการรับฟังความเห็นประชาชนในประเด็นนโยบายสาธารณะ ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้ใช้เครื่องมือที่หลากหลายมาพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายแบบมีส่วนร่วม ที่เด่นชัดสุดคือสมัชชาสุขภาพ แต่เวทีคณะลูกขุนพลเมืองนี้ มีจุดเด่นคือ สถาบันพระปกเกล้าเข้ามาช่วยคัดเลือกกลุ่มตัวแทนประชาชนที่หลากหลาย และเป็นกลุ่มที่ไม่เคยไปเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ไหนมาก่อน ดูจะเป็นข้อแตกต่างสำคัญจากกระบวนการอื่นที่ผู้เข้าร่วมมักมีความเป็นตัวแทนกลุ่มและคุ้นเคยกับกระบวนการรับฟังความเห็นมาแล้ว ซึ่งข้อเสนอที่ได้รับจากกระบวนการลูกขุนพลเมืองครั้งนี้ จะนำไปยกร่างข้อเสนอผ่านเส้นทางสมัชชาสุขภาพแล้วพัฒนาไปสู่การกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพต่อไป” รองเลขาธิการ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
โดย... กลุ่มงานสื่อสารสังคม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)









