ขณะที่ผมเขียนคอลัมน์อยู่เช้าวันพุธที่ 18 ตุลาคม ก็กำลังเฝ้าหน้าจอทีวี ติดตามการเปิดประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน
ที่ปักกิ่งทาง CCTV ของจีน ฟังรายงานของสีจิ้นผิงต่อตัวแทนพรรคกว่า 2,200 คนจากทั่วประเทศ
พร้อมกันนั้นผมก็อ่านบทนำของนิตยสารชื่อดังอังกฤษ The Economist ที่พาดหัวว่าสีจิ้นผิงเป็น The World’s Most Powerful Man หรือ “คนที่มีอำนาจสูงสุดของโลก”
เป็นสองภาพที่ทับซ้อนกันอยู่ และมีความสำคัญต่อการเมืองระหว่างประเทศอย่างสูงยิ่ง
เพราะบทบาทของสีจิ้นผิงกำลังจะขยายตัวไม่เฉพาะแต่ในจีนเพราะผลการประชุมทุกห้าปีครั้งที่ 19 นี้จะทำให้เขากระชับอำนาจบริหารแผ่นดินอย่างเหนียวแน่นขึ้น หากแต่ยังจะมีผลต่อการเมืองสากลอย่างปฏิเสธไม่ได้
วิเคราะห์จากหลายแง่มุมก็พอจะเห็นว่าที่สีจิ้นผิงผงาดขึ้นเวทีโลกอย่างโดดเด่นนั้นก็เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ในฐานะผู้นำสหรัฐที่เคยเป็น “ผู้นำทรงอิทธิพลที่สุดของโลก” ได้ประกาศลดบทบาทตัวเองในเวทีสากลด้วยนโยบาย America First ซึ่งอเมริกามาก่อนอะไรทั้งหมด โดยไม่สนใจว่าบทบาทของสหรัฐในโลกจะหดตัวลง
เมื่อทรัมป์เปิดช่องว่าง, สีจิ้นผิงก็เข้ามาทดแทนบทบาทนั้นอย่างฉับพลันโดยไม่ต้องมีใครมาแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ
การประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เริ่มเมื่อวานจะจบลงด้วยการตั้งคณะผู้นำจีนที่เรียกว่าคณะกรรมการถาวรของกรมการเมืองหรือ Standing Committee of the Politburo ที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศจากนี้ไป 5 ปี
ค่อนข้างจะแน่นอนว่าสีจิ้นผิงจะยังเป็นผู้นำของจีน ส่วนใครจะอยู่ในคณะผู้นำหรือจะเป็นจำนวนเท่าไหร่ (5 หรือ 7 คน) และอนาคตของนายกฯหลี่เค่อเฉียงจะเป็นอย่างไรเป็นประเด็นที่ผู้คนเฝ้าติดตามกันอย่างใจจดใจจ่อยิ่ง
นักวิเคราะห์บอกว่าเมื่อมีรายชื่อของผู้นำสูงสุดออกมาในอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะตอบคำถามสำคัญๆ ได้หลายข้อเช่น
๑. สีจิ้นผิงจะวางทายาททางการเมืองหรือไม่?
๒.สีจิ้นผิงจะปูทางสำหรับการต่ออายุตัวเองเป็นสมัยที่ 3 ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในการเมืองจีนหรือไม่?
๓.นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงจะยังรั้งตำแหน่งนายกฯหรือไม่ หรือสีจิ้นผิงจะตั้งมือขวาอีกคนหนึ่งขึ้นมาเป็นนายกฯแทน?
๔.การแก้กติกาในรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การกระชับอำนาจทางการเมืองของสีจิ้นผิงมากน้อยเพียงใด?
๕.นโยบายที่สีจิ้นผิงจะแถลงเพื่อปิดการประชุมครั้งนี้จะสะท้อนถึงบทบาทของจีนในเวทีระหว่างประเทศมากน้อยเพียงใด?
แนวโน้มออกมาค่อนข้างชัดว่าสีจิ้นผิงได้กลายเป็นผู้นำจีนที่มีบารมีและอิทธิพลสูงกว่าคนก่อนๆ ไม่น้อยไม่ว่าจะเป็นหูจิ่นเทาหรือเจียงเจ๋อหมิน อีกทั้งยังสามารถสร้างฐานอำนาจทั้งด้านการเมือง, เศรษฐกิจ, ความมั่นคงและทางทหารได้อย่างเข้มแข็ง
ถึงขั้นที่มองว่าสีจิ้นผิงคือเหมาเจ๋อตุงบวกกันเติ้งเสี่ยวผิง กลายเป็น “อภิมหาประมุข” ของจีนยุคใหม่ที่น้อยคนจะกล้าท้าทาย
นั่นย่อมแปลว่าการรณรงค์ปราบคอร์รัปชันอย่างเข้มข้นของสีจิ้นผิงที่จัดการเจ้าหน้าที่รัฐแล้วกว่า 1.4 ล้านคน (ในจำนวนนี้มีกว่า 200 คนที่มีตำแหน่งแห่งหนตั้งแต่รัฐมนตรีขึ้นไป) นั้นได้ทั้งความนิยมจากชาวบ้านและสามารถเขี่ยกลุ่มการเมืองที่อยู่คนละข้างกับเขาออกจากเส้นทางสู่อำนาจเบ็ดเสร็จทีเดียว
มังกรพ่นไฟว่าน่ากลัวแล้ว คนถือบังเหียนขี่มังกรอาละวาดตัวนี้ได้น่ากลัวกว่ามากทีเดียว









