ในกระแสที่ “พลังงานหมุนเวียน” กำลังมีการขับเคลื่อนอย่างคึกคัก ข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)
ก็ยืนยันว่าแม้พลังงานหมุนเวียนเติบโตแค่ไหน แต่การพัฒนาโรงไฟฟ้าหลักก็ยังคงมีความจำเป็น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ที่จะต้องตอบโจทย์ความมั่งคงทางพลังงานพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในวันที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตและการท่องเที่ยวกำลังขยายตัว
000 รวมทั้งยังเกี่ยวพันไปถึงการมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ที่จะต้องลดลงในระดับที่ประชาชนสามารถยอมรับได้ โดยจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นพี่เลี้ยงในการก้าวไปสู่ยุคที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมั่นคง ซึ่งอาจหมายถึงระยะเวลา 5 ปี หรือ 10 ปี
000 2-3 วันที่ผ่านมา อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ กฟผ. บอกว่าแม้ปัจจุบัน กฟผ. จะนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ แต่การจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะล่าช้าออกไปอย่างน้อย 4 ปี เป็นปี 2566 เพราะอยู่ระหว่างนำความเห็นของคณะกรรมการไตรภาคีมาดำเนินการปรับปรุงรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA)
000 ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ก็อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา EIA คาดว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมครม.ช้าลงไปเช่นเดียวกัน และการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบน่าจะต้องเลื่อนออกไปเป็นปี 2565
000 ขณะเดียวกัน กฟผ. ก็เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเป็น 2 พันเมกะวัตต์ โดยเฉพาะโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะติดตั้งแผงโซลาร์บนทุ่นลอยน้ำในเขื่อน รวมถึงติดตั้งแผงโซลาร์บนพื้นดินในพื้นที่หน่วยงานของ กฟผ. ซึ่งไม่เป็นการแย่งพื้นที่ภาคการเกษตรและไม่แย่งโควตาภาคเอกชน เพราะได้รับการจัดสรรให้เป็นกำลังผลิตของรัฐ ไม่ต้องมีการแข่งขัน
000 รวมทั้งไม่ได้ผูกขาดการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย เพราะโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าในประเทศ มีทั้งผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ รายเล็ก ไปจนถึงผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กมาก และการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ในขณะที่ กฟผ. มีกำลังผลิตโดยรวมเพียงประมาณ 39% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ
...........................................
อัชชาวดี [email protected]









