การประชุมธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ในวาระครบรอบ 50 ปี
ที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นวาระพิเศษอย่างมาก เพราะปกติแล้วเวทีการประชุมของเอดีบีมักจะไม่มีความสำคัญในระดับโลกมากนัก แต่ในปีนี้ถือว่ามีลักษณะพิเศษอย่างมาก เพราะมีการประชุมนอกรอบของหลายประเทศในเอเชีย เพื่อประกาศจุดยืนนโยบายการค้าการลงทุนในระหว่างที่มีการประชุมเอดีบีด้วย โดยเฉพาะประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ในฐานะประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของเอเชีย
ในระหว่างการประชุม ตัวแทนทั้ง 3 ประเทศร่วมประกาศจุดยืนในการสนับสนุนนโยบายการค้าเสรี และต่อต้านมาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งกำลังกลายเป็นกระแสของโลกไปแล้ว หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศนโยบาย“อเมริกาต้องมาก่อน” และเชื่อว่าประธานาธิบดีทรัมป์เอาจริงแน่กับนโยบายนี้ ซึ่งหากดูท่าทีของประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของเอเชียและได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ ก็จะเห็นว่าอาจมีการประเมินกันแล้วว่าครั้งนี้ประธานาธิบดีทรัมป์เอาจริง
ยิ่งกว่านั้น หากฟังนายทาเคฮิโกะ นาคาโอะ ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) แถลงข่าวหลังปิดประชุมที่ระบุว่า “เป็นเรื่องที่ไม่ดีเท่าไรนักที่สหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 ของธนาคาร ไม่มีการแต่งตั้งผู้แทนระดับสูง เข้ามาร่วมในการบริหารงาน” ก็ยิ่งตอกย้ำว่าสหรัฐไม่ให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่มหรือความร่วมมือแบบหลายฝ่าย เพราะมองว่าสหรัฐเสียเปรียบ ในขณะเดียวกันสหรัฐมุ่งเจรจากันเป็นรายๆ ไปที่จะเข้าไปทำมาค้าขายกับสหรัฐ ซึ่งจะทำให้สหรัฐมีอำนาจต่อรองมากกว่าในฐานะประเทศมหาอำนาจ
การประชุมเอดีบีในครั้งนี้ อาจถือว่าเป็นการประลองกำลังระหว่างมหาอำนาจเศรษฐกิจของเอเชียกับสหรัฐก็ว่าได้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าจากนี้ไปศึกการค้าระหว่างประเทศอาจจะทวีความดุเดือดมากขึ้น และหากเป็นเช่นนี้ก็เชื่อว่าทุกประเทศจะงัดมาตรการทุกรูปแบบออกมาตอบโต้กัน ซึ่งนั่นหมายความว่าการค้าโลกจากนี้ไป อย่างน้อยก็ในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์จะกลับไปสู่แนวคิดการกีดกันการค้าในยุคโบราณ เพียงแต่วิธีการอาจแตกต่างกันเท่านั้น เพราะเป็นการกีดกันการค้าในยุคโลกาภิวัตน์
แน่นอนว่าขณะนี้อาจยังไม่เห็นผลชัดเจนว่านโยบายของสหรัฐจะออกมาอย่างไร เพราะขณะนี้ต้องรอพิจารณาข้อมูลที่สหรัฐให้ประเทศคู่ค้าที่เกินดุลสหรัฐส่งข้อมูลชี้แจงภายในวันที่ 10 พ.ค. และจากการประเมินกันก่อนหน้านี้ว่าหากสหรัฐจะออกมาตรการกีดกันทางการค้าจริงๆหรือออกมาตรการที่มาเล่นงานใครนั้นก็น่าจะราวๆ ไตรมาส 3 ปีนี้เป็นอย่างเร็วที่สุด และอาจเห็นผลชัดเจนในปีหน้าเป็นต้นไป ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นสำคัญย่อมได้รับผลกระทบจากนโยบายเหล่านี้ด้วย
ขณะนี้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายสหรัฐ จะทำให้ระบบการค้าเสรีหันหลังเข้าคลอง กลับไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ซึ่งสหรัฐดูเหมือนไม่สนใจกับคำวิจารณ์เหล่านั้น ดังนั้นไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาส่งออกจำเป็นอย่างยิ่งต้องประเมินอย่างรอบด้านถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยต้องประเมินผลทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้ว่าทางการค้าโดยตรงของไทยนั้นอาจชี้แจงได้ดังที่กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่ามีมาตรการไว้รองรับอยู่แล้ว แต่ผลกระทบทางอ้อมอาจมีมากกว่านั้นและเป็นเรื่องควบคุมไม่ได้
อาทิ กรณีประเทศคู่ค้าของไทยโดนเล่นงาน ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยด้วย ดังนั้น จากท่าทีของการประชุมในครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่าไทยในฐานะประเทศพึ่งพาส่งออกกว่า 80% อาจต้องกลับมาพิจารณาอีกครั้งว่าศึกการค้าโลกครั้งนี้อาจไม่ธรรมดาและผลกระทบอาจมากกว่ากว่าที่คาดการณ์ไว้ นั่นเป็นสิ่งที่อาจกำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่นานนับจากนี้ไป









