วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขอพูดเรื่องครูของเราอีกครั้ง

เพิ่งเขียนเรื่อง ทำไมเด็กสิงคโปร์เก่งคณิตศาสตร์ ไปเมื่อไม่กี่วันมานี้

ส่วนตัวก็มีความเห็นคล้ายกับหลายคน ที่ไม่ควรจำกัดความเป็นครู เฉพาะผู้จบสายครูหรือการศึกษาเท่านั้น

ประการที่หนึ่ง... เรื่องของครูเป็นเรื่องการเรียนการสอนการแนะแนว ครูไม่ได้มีหน้าที่เพียงเขียนกระดานหรือกระดาษแล้วให้นักเรียนลอกลงสมุด การโค้ช (Coaching) การเมนทอร์ (Mentor) และอะไรอีกหลายอย่างที่รวมกันอยู่ในตัวครู อาจจะมากหรือน้อยแตกต่างกัน แต่ครูก็ต้องมีหลายหน้าที่ที่จะสร้างเด็กสักคนขึ้นมา เพราะเด็กก็มีความหลากหลาย บทสรุปที่ใช้ได้กับเด็กคนหนึ่ง อาจใช้ไม่ได้กับเด็กอีกคนหนึ่ง ครูในปัจจุบันจึงไม่ใช่เหมือนช่างเย็บเสื้อโหล แต่ต้องเป็นช่างที่สามารถตัดเย็บเสื้อที่พอเหมาะพอดี (customized) กับเด็กแต่ละคนได้

ประการที่สอง... เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เป็นครู จึงไม่ควรเน้นผู้ที่เรียนรู้วิชาครูโดยตรงเท่านั้น แต่ควรรวมถึงคนที่แม้มิได้เรียนวิชาครู แต่มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู อันนี้รวมถึงคนจบครูด้วยว่า ถึงจะจบครูแต่ถ้าไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู ที่รักและเอาใจใส่เด็กนักเรียน ก็คงเป็นครูที่ดีไม่ได้เหมือนกัน

ประการที่สาม... ความหลากหลายของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้คนเป็นครูเรียนจบวิชาครูอย่างเดียวไม่ทันโลก เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วคนที่จะให้ความรู้กับเด็กในโรงเรียนก็ต้องทันโลกด้วย จึงเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมผู้ที่มิได้จบสายอาชีพครูจึงสำคัญ ถ้าคนเหล่านี้ไม่เข้ามาช่วย เด็กของเราจะทันโลกทันเหตุการณ์ได้อย่างไร

ประการที่สี่... ในหลายประเทศ การผลิตครูในหลายมหาวิทยาลัยไม่เปิดสอนระดับปริญญาตรี แล้ว แต่ข้ามไป ปริญญาโท เลย เพราะเขาให้ความสำคัญของความรู้ ปริญญาตรีเป็นฐานวิชาการ แต่ ปริญญาโท จะเน้นจิตวิทยาทางการศึกษา เน้นเทคนิคเชิงชั้นในการเรียนการสอน และที่สำคัญมีวุฒิภาวะสูงที่จะเข้าใจโลกของเด็กและเยาวชน มีความน่าเชื่อถือกว่าผู้ที่จบใหม่ๆ

และประการที่ห้า...เป็นเรื่องของรัฐที่จะเข้ามาสร้างเสริมขวัญกำลังใจให้กับคนเป็นครู ไม่ใช่สร้างความกดดันให้ต้องทำงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กดดันผู้ที่มีวิชาชีพครูอย่างมาก โดยเฉพาะการผูกความก้าวหน้าในอาชีพการงานที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของการเป็นครูที่ดี แต่ขึ้นอยู่กับการประเมินจากตัวชี้วัดที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอน

การศึกษาเป็นบริบททางสังคม เกี่ยวข้องผูกพันกับอีกหลายบริบทและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเรียนการสอนในโรงเรียนจึงต้องมีความเป็นพลวัต ไม่ได้อยู่ที่ว่าสอนวิชาอะไรอย่างไรก็สอนอย่างนั้นไปตลอด แต่ควรอยู่ที่ว่าจะสอนอย่างไรให้เขารู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวของเขาเองได้ในภายภาคหน้า ครูไม่สามารถสอนทุกอย่าง เช่นเดียวกัน เด็กก็ไม่สามารถจดจำได้ทุกอย่าง ความสำเร็จในการศึกษาของเด็กจึงไม่ใช่จำได้จำเก่ง แต่อยู่ที่ว่าจะเอาความรู้ที่ได้ไปปรับใช้อย่างไรให้มีชีวิตที่ดี สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้