วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำมาหากินโดยการลงทุน(เล่นหุ้น)

ทำมาหากินโดยการลงทุน(เล่นหุ้น)

ผู้หญิงตัวคนเดียว  อายุ 50 ปี  ไม่มีญาติมิตร  ไม่มีงาน  ไม่มีความสามารถพิเศษ  และไม่ได้ทำงานมานาน  มีเงินออม 1.5 ล้านบาท  ชีวิตดูแล้วกำลัง  “สิ้นหวัง” เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับจากแบ้งค์นั้นน้อยนิดปีละไม่เกิน 20,000 บาทซึ่ง “ไม่พอใช้”  แต่แล้วเธอก็ได้ยินมาว่าตลาดหุ้นนั้นอาจจะเป็น “ทางออก” ของปัญหาที่กำลังประสบ  เพราะมันสามารถจะสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีและทำให้เธอมีเงินใช้เพียงพอไปได้เรื่อย ๆ  เป็นไปได้ไหมที่เธอจะทำเงินจากตลาดหุ้นด้วยเงิน 1.5 ล้านบาทในอัตราอย่างน้อยเดือนละซัก 15,000-20,000 บาทซึ่งจะทำให้เธอสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้?  เธอเริ่มศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการ “เล่นหุ้น” โดยการดูรายการเกี่ยวกับหุ้นและการลงทุนทางสื่อต่าง ๆ  รวมทั้งการเข้าร่วมสัมมนาฟรีทั้งหลาย  สิ่งที่เธอต้องการก็คือ  จะลงทุนหรือเล่นหุ้นตัวไหนที่จะทำให้เธอได้กำไรเพื่อนำมาใช้จ่ายทุกเดือน

เรื่องราวที่ผมเขียนข้างต้นนั้นเป็นเรื่องสมมุติที่น่าจะสอดคล้องกับคนหลายคนหรืออย่างน้อยก็มีพื้นฐานของเรื่องราวใกล้เคียงกันนั่นก็คือ  คนที่กำลังมองว่าตลาดหุ้นคือแหล่ง  “ทำมาหากิน” อีกแหล่งหนึ่งที่เขาจะต้องมี  “เงินทุน” ระดับหนึ่ง  และก็อาจจะต้องมี  “ความรู้” และ  “ข้อมูล” ที่จะต้องศึกษาและ  “ตามให้ทัน”  โดยเฉพาะ “การขึ้นลงของราคาหุ้น” และ “ดัชนีตลาดหุ้น”   เขา “รู้” ว่า  การที่จะเล่นหุ้นให้ได้กำไรและหลีกเลี่ยงการขาดทุนนั้นอยู่ที่  “ความรวดเร็ว”  ในการ “สั่งซื้อสั่งขาย”  เวลาหุ้นขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว  ดังนั้น  การเกาะติดราคาหุ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นเปิดจึงเป็นภารกิจสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง  และถ้าช่วงไหนที่ติดธุระยาว  บางทีเพื่อความปลอดภัยก็ไม่ควรถือหุ้นไว้มาก  เพราะอาจจะเกิดอันตรายจากการ “ขายไม่ทัน” ได้

สำหรับหลายคนแล้ว  การเล่นหุ้นหรือ “ลงทุน” ในตลาดหุ้นนั้น  อาจจะไม่เหมือนกับการทำงานเป็นลูกจ้างที่ได้รับเงินเงินเดือนแน่นอน  หรือทำงานเป็นฟรีแล้นซ์ที่รับเงินตามผลงานตรงที่ว่า  มันมีความเสี่ยงที่อาจจะ “ขาดทุน” ได้  แต่มันก็อาจจะไม่แตกต่างกับการ  “ทำธุรกิจ” หรือการ “ค้าขาย” ไม่ว่าจะเป็นการขายที่มีหน้าร้านหรือผ่านอินเตอร์เน็ตที่มีโอกาสที่จะกำไรและขาดทุนเหมือนกันเพียงแต่ว่าโอกาสที่จะกำไร  “น่าจะมีสูงกว่า”  หรืออย่างน้อยเขาก็เชื่ออย่างนั้นโดยเฉพาะถ้ามีความตั้งใจและความพยายามสูงและ  “ทำเป็น”

ในยามที่คนไทยเริ่มมีเงินเก็บสะสมมากขึ้นในระดับหนึ่ง  ความคิดที่จะเลือกการเล่นหุ้นหรือการลงทุนเป็นช่องทาง  “ทำมาหากิน”  แทนที่ช่องทางทำมาหากินแนวทางอื่นก็เพิ่มขึ้น  เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ  ในช่วงนับสิบปีที่ผ่านมานี้  “ดูเหมือน” ว่าการลงทุนในหุ้นจะเป็นกิจกรรมหากินที่ให้ผลตอบแทนสูงมาก  คนหนุ่มอายุไม่มากลงทุนไม่กี่ปีกลายเป็นคนที่มีเงินเป็นหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาท  ข่าวคราวของมหาเศรษฐีจากตลาดหุ้นมีเต็มไปหมด  เรื่องราวของราคาหุ้นนับไม่ถ้วนที่ปรับตัวขึ้นไปเป็นสิบ ๆ  เท่าในเวลาอันสั้นดูเหมือนจะช่วยยืนยันเป็นอย่างดีว่าหุ้นนั้นให้ผลตอบแทนที่ดีสุดยอด  ไม่ต้องนับว่านักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญการลงทุนต่างก็ยืนยันด้วยทฤษฎีและสถิติย้อนหลังบ่งบอกว่าการลงทุนในหุ้นนั้นให้ผลตอบแทน  “สูงสุด”  แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ  ทั้งหมดนั้นทำได้ “ไม่ยาก” และ  “ไม่เหนื่อย”

กลับมาดูว่าสิ่งที่หญิงสาวอายุ 50 ปีที่มีเงิน 1.5 ล้านบาทนั้น  เธอกำลังเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องและทุกอย่างจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่?

ก่อนอื่นต้องมองว่ารายได้หรือผลตอบแทนใน “ระยะยาว” ของเงิน 1.5 ล้านบาทในตลาดหุ้นน่าจะเป็นเท่าไร  คำตอบก็คือประมาณ 10% ต่อปีหรือเท่ากับประมาณ 150,000 บาท หรือราว 12,500 บาทต่อเดือนถ้าไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการซื้อขายและการบริหารเงินลงทุน  แต่ในความเป็นจริงเราต้องเสีย  ดังนั้น  ผลตอบแทนหรือรายได้ต่อเดือนโดยเฉลี่ยน่าจะประมาณ 12,000 บาทเป็นอย่างมาก  อย่างไรก็ตาม  ผลตอบแทน 10% ต่อปีโดยเฉลี่ยที่เห็นนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต  อนาคตมันอาจจะเหลือเพียง 5-6% ก็ได้  อีกประการหนึ่งก็คือ  ความสามารถในการลงทุน  คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาลงทุนนั้น  โอกาสก็น่าจะแพ้ค่าเฉลี่ย  ดังนั้น  ผมคิดว่ามีโอกาสสูงที่ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยในระยะยาวจะเหลือไม่เกิน 5% หรือสรุปแล้ว  เงิน 1.5 ล้านบาทที่นำมาลงทุนทำมาหากินน่าจะให้ผลตอบแทนต่อเดือนโดยเฉลี่ยไม่เกิน 6,000 บาท  ถ้าโชคดี  แต่ลึก ๆ  แล้วผมกลับคิดว่าโอกาสที่จะได้น้อยกว่านี้หรืออาจจะถึงกับขาดทุนน่าจะมีสูงกว่ามากเมื่อคำนึงถึงความเข้าใจของเธอในหุ้นและตลาดหุ้น  ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว  ตลาดหุ้นไม่ใช่เส้นทางหรือทางออกของเธอ  เธอจำเป็นที่จะต้องหางานทำทางอื่นเพื่อเลี้ยงชีพ

คนที่จะสามารถ “เลี้ยงชีพ” โดยการลงทุนนั้นจำเป็นที่จะต้องมีเงินทุนสูงในระดับหนึ่ง  บางทีอาจจะประมาณ 200 เท่าของเงินรายเดือนที่ต้องการใช้  เช่น ในกรณีตัวอย่างที่ต้องการเงินเดือนละ 15,000 บาทจะต้องมีเงินถึง 3 ล้านบาท เป็นต้น

พูดถึงการลงทุนในหุ้นนั้น  ผมเองคิดว่ามันไม่ควรที่จะเป็นทางออกหรือทางเลือกของการ  “ทำมาหากิน” ซึ่งเป็นเรื่องของการหารายได้มาใช้จ่ายรายเดือนเลย  เนื่องจากการลงทุนในหุ้นนั้นโดยหลักแล้วมันเป็นการลงทุนที่ในระยะสั้นแล้วให้ผลตอบแทนที่ไม่แน่นอนเลย  บ่อยครั้งมันให้ผลตอบแทนติดลบ  บางทีติดต่อกันหลาย ๆ  เดือนและบางช่วงให้ผลตอบแทนติดลบหลายปีติดต่อกัน  ดังนั้น  ผลตอบแทนในหุ้นจึงไม่เหมาะกับการนำมาใช้กับการใช้จ่ายรายเดือนที่ค่อนข้างแน่นอน  หุ้นนั้นเหมาะแก่การสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวเพื่อเป็น  “เงินสำรอง”  หรือเงินที่สะสมไว้ใช้ในยามที่เราเกษียณไม่ได้มีรายได้จากการทำงานประจำอย่างอื่นแล้ว

เงินลงทุนและผลตอบแทนจากหุ้นนั้น  สำหรับผมแล้ว  ส่วนใหญ่มันไม่ใช่เงินที่เราจะนำไปใช้  แต่มันเป็นเงินที่จะสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งในชีวิต  มันเป็นเงินที่ทำให้เรา  “สบายใจและพอใจ” แต่ไม่ได้ใช้มันหรือใช้น้อยมากเนื่องจากเม็ดเงินมันมีมากเกินกว่าความต้องการมาก   และในที่สุดก็มักจะได้ใช้ในวันตายที่เราจะส่งผ่านให้ลูกหลานหรือคนอื่นเพื่อการกุศล   คนที่ “โชคดี” บางคนก็อาจจะได้ใช้ในวันที่เขาเกษียณ  และนี่ก็คือเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนที่คิดลงทุนในตลาดหุ้นนั่นคือ    อย่าลงทุนเพื่อทำมาหากิน  ลงทุนเพื่อวันเกษียณหรือลงทุนเพื่อเป็นมรดก  และนั่นจะทำให้การลงทุน-และชีวิต  ประสบความสำเร็จ