ประวัติศาสตร์บอกเราชัดเจน ว่าความแตกต่างทำให้เกิดภัยต่าง ๆนานา มานับไม่ถ้วน
ทั้งภัยใหญ่ภัยเล็ก ความแตกต่างสร้างภัยมาตั้งแต่ก่อนอุตสาหกรรมยุคที่หนึ่ง ตราบจนกระทั่งวันนี้ที่มุ่งมั่นจะให้เป็นอุตสาหกรรมยุคที่สี่ ความแตกต่างก็ยังสร้างภัยขึ้นหลายที่หลายแห่ง หลายวงการ วันนี้วันที่โลกมีความศิวิไลซ์มากขึ้น กว่าหลายร้อยปีก่อนมากมายมหาศาล แต่เราก็ยังได้ประโยชน์จากความแตกต่าง ไม่เท่ากับที่เราได้รับผลกระทบจากภัยที่เกิดจากความแตกต่างนั้น ศิวิไลซ์แค่ไหนก็ยังเกิดภัยจากความแตกต่างได้เสมอ ตำราการบริหารเพื่อความเป็นเลิศกี่เล่มต่อกี่เล่ม ไม่ค่อยยอมบอกตรง ๆว่าความแตกต่างทำให้เกิดภัยได้ แต่บอกในทางตรงข้ามว่าเราคิดถึงความแตกต่างมากแค่ไหน ในการบริหารจัดการ พยายามกระตุ้นให้หาผลดีใด ๆสักอย่างจากความแตกต่าง จะได้ลดทอนโอกาสที่จะไปบริหารจัดการความแตกต่างนั้นในหนทางที่นำไปสู่ภัยกับใครต่อใคร โลกที่ศิวิไลซ์พยายามแล้วพยายามอีกที่จะลดภัยจากความแตกต่าง
การที่เราจะไม่สร้างภัยใด ๆขึ้นจากความแตกต่างนั้น ต้องยอมรับความจริงก่อนว่าโลกนี้มีความแตกต่างอยู่รอบตัว เป็นธรรมชาติของโลกนี้ที่ต้องมีความแตกต่าง แค่ขับรถตามถนนหนทางแล้วยอมรับความจริงของโลกในเรื่องความแตกต่าง โอกาสเกิดภัยกับตนเองก็น้อยลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว คือเราจะไม่ใช่คนเริ่มต้นให้เกิดภัยบนถนน ทำใจรับความจริงให้ได้ว่าบนถนนเต็มไปด้วยคนที่แตกต่าง จะไปคาดหวังว่าเขาจะขับรถโดยคิดถึงคนอื่นแบบที่เราทำคงไม่ได้ เพราะความแตกต่างในความคิดความเชื่อนำไปสู่พฤติกรรมที่แตกต่างกัน ถ้าไปหวังว่าคนอื่นจะมีการกระทำเหมือนเรา โอกาสจะมีโทษะตามถนนบ้านเรามีเยอะมาก ยอมรับความจริงว่าเป็นธรรมชาติของโลกใบนี้ว่าต้องมีความแตกต่างจะเป็นวิธีการป้องกันภัยจากความแตกต่างที่สามารถกระทำได้ทุกคน
ภัยจากความแตกต่างที่รุนแรงมาจากการที่บอกว่าต่างจากฉันคือผิด อย่าตัดสินความแตกต่างที่ไม่เหมือนกับเราว่าผิด ตราบเท่าที่ความแตกต่างนั้นยังไม่นำไปสู่การกระทำที่เกินเลยกฏกติกาของสังคมนั้น ตราบเท่าที่การกระทำที่แสดงออกให้พบเห็นยังอยู่ในขอบเขตของกฏกติกาของสังคม ไม่มีความจำเป็นใด ๆที่ต้องไปใส่ใจว่าความแตกต่างแบบไหนคือผิด แบบไหนคือถูก มนุษย์ฆ่าฟันกันมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะการตัดสินว่าแตกต่างคือผิด เหมือนกันคือถูก และทุกครั้งที่เกิดภัยจากการตัดสินผิดถูกนี้ ล้วนนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งฝ่ายแพ้ และฝ่ายชนะ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อภัยจากความแตกต่างยุติลง ความแตกต่างก็ยังคงอยู่อยู่ดี เพียงแต่ฝ่ายหนึ่งไม่เหลือกำลังพอจะไปก่อภัยกับอีกฝ่ายหนึ่งได้ การตัดสินความแตกต่างว่าถูกผิด จึงเป็นการหาภัยใส่ตัว โดยปราศจากประโยชน์ใด ๆ
ความสุข หรืออาจจะต้องเรียกว่าความสะใจอย่างหนึ่งของผู้คนในยามที่มีความแตกต่างเกิดขึ้น คือได้รวมอยู่กับกลุ่มที่เหมือนกัน โดยที่จริง ๆแล้วในความเหมือนกันนั้นก็ยังมีความแตกต่างอยู่ดี เพียงแต่คนในกลุ่มนั้นแสร้งทำว่าไม่มีความแตกต่างนั้น โดยใช้การแต่งกายที่เหมือนบ้าง โดยร้องเพลงเดียวกันบ้าง โดยใช้สารพัดสิ่งที่เหมือนกันมาบดบังความแตกต่างในความเหมือนนั้น ดังนั้นอย่ามองคนที่แตกต่างในภาพรวม เคยเจอรถสีชมพูปาดหน้า ต้องอย่ายอมให้ตนเองเชื่อในภาพรวมไปว่าใครขับรถสีชมพูต้องเป็นนักปาดหน้า ซึ่งถ้าเชื่อแบบนั้น ก็เท่ากับหาภัยใส่ตนจากความแตกต่าง ถ้ายอมรับว่าในความแตกต่างก็ยังมีความแตกต่าง การยกพวกตีกันของนักเรียนนักศึกษาบางสถาบันคงไม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ยาวนานตั้งแต่รุ่นปู่ทวดจนถึงรุ่นเหลน ตีกันเพราะเห็นคนที่แตกต่างว่าเหมือนกันหมด ไม่พยายามบอกลึกไปว่าในกลุ่มที่แตกต่างจากเรานั้น ก็ยังมีความแตกต่างของแต่ละคนอยู่ด้วย ตีกันเพราะตัดสินว่าแตกต่างคือความผิด เมื่อว่าผิด เหตุผลและสามัญสำนึกก็หมดไป พร้อมๆกับการทุ่มเทสร้างภัยให้ทั้งตนเอง และคนที่แตกต่างจากตน
ถ้าสบายใจที่จะอยู่ร่วมกับคนที่เหมือน มากกว่าที่จะอยู่กับคนที่แตกต่าง อย่าเร่งด่วนตัดสินว่าใครแตกต่างสุดขั้วจากตัวเรา ลองพยายามหาความเหมือนระหว่างเรากับเขาดูบ้าง ดีไม่ดีอาจจะพบว่าที่ว่าแตกต่างนั้น จริง ๆแล้วไม่ได้ต่างกันเลย เพราะต่างคนต่างมีอัตตาเป็นสรณะด้วยกันทั้งนั้น









