กรณีนายบ็อบ เฟอร์กูสัน อัยการรัฐวอชิงตัน ยื่นฟ้องคำสั่งระงับวีซ่า 7 ชาติมุสลิม
ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าขัดต่อกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในรัฐวอชิงตัน อย่างอเมซอนและเอกซ์พีเดีย ออกแถลงการณ์แนบท้ายคำร้อง ยังกล่าวถึงผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวที่มีต่อการดำเนินงานและพนักงานบริษัท รวมทั้งธุรกิจอเมริกันหลายแหล่ง แสดงท่าทีต่อต้านนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐเช่นเดียวกัน
หลังจากนายทรัมป์ รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ได้ออกประกาศและคำสั่งต่างๆ หลายฉบับ โดยบางคนเห็นว่าเป็นไปตามนโยบายที่หาเสียงไว้ แต่การต่อต้านและท่าทีคัดค้านที่ตามมา แสดงให้เห็นว่านายทรัมป์อาจเผชิญกับปัญหามากขึ้นในการดำเนินนโยบาย แม้จะมีอำนาจในฐานะประธานาธิบดี แต่ก็ไม่ง่ายนักจะสามารถดำเนินการได้ตามนโยบายที่หาเสียงไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าการดำเนินนโยบายในลักษณะกีดกันในด้านต่างๆ ของสหรัฐอาจส่งผลเสียมากกว่า
การคัดค้านนโยบายของนายทรัมป์เริ่มขยายวงมากขึ้นเรื่อยๆ หากยังคงเดินหน้าออกนโยบายในลักษณะนี้ออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ กล่าวเตือนก่อนหน้านั้นว่าหานายทรัมป์ดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ ก็ย่อมส่งผลกระทบอย่างมากต่อทั่วโลก ซึ่งกรณีของคำสั่งระงับวีซ่าอาจเป็นกรณีที่เห็นได้ชัดว่าหากดำเนินนโยบายเพียงด้านเดียว โดยไม่คำนึงถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน และคิดเพียงมิติเดียวย่อมส่งผลกระทบอย่างมากต่อโลกในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม หากมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งปรากฏว่ามีผู้คัดค้านในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ต่อนโยบายนี้ ตั้งแต่ประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ไปจนถึงผลกระทบธุรกิจ ได้สะท้อนความจริงประการหนึ่งของความสัมพันธ์ของโลกในยุคใหม่ กล่าวคือ ไม่อาจตัดเรื่องใดเรื่องหนึ่งขาดจากกันได้ ทุกเรื่องสามารถเชื่อมโยงกันได้ในมิติหนึ่งเสมอ อย่างกรณีของบริษัทอเมริกันที่มีขอบข่ายการค้าการลงทุนทั่วโลก มีลูกค้าทุกชาติทุกภาษา ย่อมได้รับผลกระทบมหาศาลจากนโยบายดังกล่าว
ขณะนี้ จึงเป็นประเด็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร เพราะย่อมเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากหลายๆ นโยบายที่จะออกมา ซึ่งหากนโยบายบางอย่างสามารถปรับเปลี่ยนภายหลังจากที่ประกาศออกมาแล้ว ก็อาจประเมินได้ว่านโยบายสำคัญๆในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องการค้าการลงทุนของสหรัฐในต่างประเทศ อาจมีการปรับเปลี่ยนได้หากปรากฏว่านโยบายเหล่านี้ส่งผลกระทบในวงกว้างและมีคนคัดค้านมากขึ้นเรื่อยๆ
ในกระแสโลกาภิวัตน์ แทบไม่มีใครคิดมาก่อนว่า สหรัฐจะมีการดำเนินนโยบายหลายด้าน ที่ออกมาต่อต้านกระแสดังกล่าว เพราะเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าสหรัฐถือว่าเป็นประเทศที่มีบทบาทอย่างสูงให้กระบวนการโลกาภิวัตน์เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และคนจำนวนมากยังสงสัยว่าสหรัฐจะดำเนินนโยบายเช่นนี้ได้นานแค่ไหน ซึ่งนับว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะหากนโยบายของสหรัฐยุคใหม่สามารถทำได้สำเร็จ ก็แสดงให้เห็นว่าเราสามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงกระแสโลกาภิวัตน์ได้
แต่หากนโยบายของสหรัฐล้มเหลวในการต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องยากมากในการต่อต้านทิศทางของโลกในขณะนี้ และอาจทำให้ต้องหันมากำหนดทิศทางกันใหม่ต่อผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ เราอาจจำเป็นต้องปรับกลไกหลายๆ อย่าง เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะอย่าลืมว่าโลกาภิวัตน์ที่ผ่านมา เราปล่อยให้กลไกตลาดทำงานมากเกินไปในทุกเรื่อง จนส่งผลกระทบใหญ่หลวง แม้แต่ประเทศที่เป็นหัวเรือใหญ่ของกระบวนการโลกาภิวัตน์เอง









