ที่ผ่านมา นักลงทุนมักจะประเมินพลังของประชานิยมต่ำเกินไป จนปัจจุบัน เมื่อโดนัล ทรัมป์
เป็นฝ่ายมีชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสหรัฐอเมริกา สิ่งนี้ได้สะท้อนให้เห็นความหมายที่กว้างขึ้นของพลังประชานิยม ซึ่งดูเหมือนกำลังจะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นและอาจจะเป็นปัจจัยที่บั่นทอนเสถียรภาพของตลาดทั่วโลกในไม่กี่ปีข้างหน้านี้
“ประชานิยม” จะมุ่งเน้นความสำคัญไปที่ “เสียงส่วนใหญ่” ของประชาชน ซึ่งแตกต่างจากประชาธิปไตยที่ให้สิทธิแก่คนส่วนน้อย อีกทั้งยังสร้างสถาบันขึ้นมาเพื่อที่จะปกป้องสิทธิดังกล่าว ในกรณีของประชานิยม ความต้องการของคนส่วนใหญ่เป็นเพียงปัจจัยที่สำคัญที่สุดปัจจัยเดียว ดังนั้น ประชานิยม จึงเป็นแนวทางที่ดึงดูดใจของกลุ่มคนที่ ‘ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ ในสังคมที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจในช่วงยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้คนในชนบท ผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่มีทักษะต่ำได้เห็นว่ารายได้ของพวกเขาลดลง ดังนั้นนักการเมืองสายประชานิยมักจะสัญญาว่าจะช่วยให้คนกลุ่มนี้มีสิทธิมีเสียงมากขึ้นและได้รับเสียงสนับสนุนจากคนกลุ่มดังกล่าว
แนวคิดประชานิยมยังได้รับการสนับสนุนจากสื่อโซเชียลซึ่งมุ่งผลักดันแนวความคิดประชาธิปไตยที่ต้องการให้เสียงของทุกฝ่ายได้รับการรับฟัง แนวคิดดังกล่าวเชื่อว่า หากคุณสามารถโหวตโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ได้เช่น โหวตสนับสนุนนักร้องในรายการแข่งขันทางโทรทัศน์ ทำไมจะไม่สามารถโหวตโดยตรงเกี่ยวกับการเจรจาเรื่องเขตเสรีการค้าเสียเลยล่ะ แต่อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญเกือบทั้งหมดก็มักจะขึ้นอยู่กับรูปแบบตัวแทนประชาธิปไตยนั้นๆ เช่น ประชาชนลงคะแนนเสียงให้คนที่เชื่อว่าสามารถเป็นผู้แทนตัดสินใจแทนพวกเขาได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นหากประชาธิปไตยทางตรงมาผนวกเข้ากับประชาธิปไตยแบบตัวแทน ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือเหล่านักการเมืองกลุ่มประชานิยมซึ่งอ้างว่าเขาจะทำหน้าที่พูดแทนเสียงของประชาชน
ในขณะเดียวกันตลาดการเงินก็มีแนวโน้มที่จะประเมินมูลค่าความเสี่ยงของประชานิยมไว้อย่างไม่ค่อยถูกต้องเท่าไรนัก เพราะบรรดานักลงทุน ผู้จัดการกองทุน และเหล่าผู้ซื้อขายหุ้นเองก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของคนที่จะถูกนิยามว่าเป็นกลุ่มคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากการพัฒนาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ความเห็นของทั้งพวกเขาเองและสังคมที่รายล้อมพวกเขาอยู่นั่นดูจะไม่ได้ตรงกับความคิดเห็นของกลุ่มคนที่สนับสนุนประชานิยมสักเท่าไหร่
นอกจากนี้พวกเขายังมีความต้องการที่จะเชื่อในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กลุ่มนักลงทุนยึดติดกับความเชื่อที่ว่ากลุ่มประชานิยมคงจะไม่ได้ทำอย่างที่กล่าวไว้จริง ๆ และมองว่าตลาดจะบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย หรือสภาวะปัจจุบันจะสามารถคงอยู่ได้ เหตุการณ์ใด ๆ ก็ตามที่สามารถตอกย้ำความคิดในการรักษาสถานการณ์ปัจจุบันไว้ได้อยู่นั้นสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาของตลาดที่ไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อศาลสูงของอังกฤษพิพากษาว่า รัฐสภาจะต้องโหวตเกี่ยวกับการออกจากอียูของอังกฤษด้วย ก็มีนักลงทุนที่เกิดมีความหวังว่า ผลการลงประชามติอาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้ามก็เป็นได้ หรือเมื่อสุนทรพจน์หลังชนะการเลือกตั้งของทรัมป์นั้นมีแนวทางประนีประนอมตามแบบแผนปกติของสุนทรพจน์ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั่วๆ ไป ตลาดก็มองว่านั่นเป็นสัญญาณของการเมืองกระแสหลัก แต่จริงๆ แล้วปฏิกิริยาของทั้งสองเหตุการณ์นั้นชี้ให้เห็นถึงความต้องการของตลาดมากกว่าความเป็นจริงทางการเมือง
ด้วยเหตุดังกล่าว ประชานิยมจึงยิ่งทำให้ตลาดเกิดความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนมีแนวโน้มจะมีปฏิกิริยาเกินจริงกับสัญญาณของการเมืองในแบบที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ประชานิยมยังทำให้ทิศทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติที่พัฒนามาในช่วงยี่สิบห้าปีที่ผ่านมาเกิดความไม่แน่นอน สร้างความไม่แน่นอนในทิศทางใหม่ของนโยบายในระดับโลกรวมไปถึงความไม่แน่นอนของผลที่จะตามมา กล่าวโดยสรุปคือ ประชานิยมเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดา ซึ่งยิ่งสร้างความไม่แน่นอนให้ทวียิ่งขึ้น การสำรวจความเห็นที่ทำกันก็ย้ำถึงมุมมองที่ประเมินพลังของประชานิยมต่ำเกินไป นักลงทุนมีแนวโน้มจะมองการลงคะแนนในยุโรปที่กำลังจะมาถึงด้วยระดับความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นในแง่ของการถ่วงดุลความเสี่ยง
ทุกคนควรคิดทบทวนให้ดีว่า นโยบายประชานิยมอาจจะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาของกลุ่มคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้ แนวทางการลดภาษีของทรัมป์และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์โดยตรงกลับกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำ หรือกลุ่มคนที่เป็นแรงงานไร้ฝีมือเท่าไรนัก (เนื่องจากคนงานก่อสร้างส่วนใหญ่นั้นมักเป็นพวกแรงงานมีฝีมือหรือกึ่งมีฝีมือ และต้นทุนด้านที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นจากการกระตุ้นดังกล่าวอาจจะส่งผลเสียต่อครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ) ซึ่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็คือนี่อาจจะยิ่งกระตุ้นนโยบายประชานิยมที่ก้าวร้าวมากขึ้นซึ่งจะส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้นอีก
ประชานิยมไม่ใช่ปรากฏการณ์ชั่วคราว ประชานิยมโดยโครงสร้างจะยังคงอยู่อย่างน้อยที่สุดก็ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีเสถียรภาพที่เพิ่มมากขึ้นในตลาดการเงิน และส่งผลให้โลกเราเป็นที่ที่มีความแน่นอนน้อยลง...
------------------
หนังสือเล่มล่าสุด “The Truth About Inflation” ของพอล โดโนแวน ได้รับการตีพิมพ์โดย Routledge ในเดือนเมษายน 2558 ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ubs.com/pauldonovan สามารถอ่านบทความของพอลเพิ่มเติมได้ในชุดสารคดี UBS หมวดผู้รับรางวัลโนเบลในสาขาเศรษฐศาสตร์ที่ www.ubs.com/nobel
--------------------
พอล โดโนแวน
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากยูบีเอส









