คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อยู่ระหว่างจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(กกต.) ซึ่งมีหลายประเด็นที่ยังเห็นต่างกันมาก ในเรื่องของอำนาจหน้าที่และบทบาทของกกต. ในการจัดให้มีการเลือกตั้งทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่น แต่หากพิจารณาจากเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติฯ จะเห็นว่ามีความแตกต่างค่อนข้างมากจากกฎหมายเดิม ซึ่งจะทำให้กกต.มีอำนาจมากขึ้นกว่าเดิม และประเด็นเรื่องอำนาจที่มากเกินไปก็ยังเป็นประเด็นที่เห็นต่างกันอย่างมาก
ไม่ว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะออกมาอย่างไรเมื่อมีการประกาศใช้ แต่เป้าหมายของร่างกฎหมายฉบับนี้ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กล่าวคือเป็นความพยายามจะปฏิรูปการเมืองทั้งระบบ แต่ในส่วนของกกต.เป็นเรื่องของการสรรหาและการคัดเลือกนักการเมืองเข้าสู่อำนาจ ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ซึ่งประเด็นหลักของร่างกฎหมายถือว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ คือ ต้องการทำให้การเมืองปลอดจากการทุจริตและการควบคุมนักการเมืองไม่สร้างความเสียหายให้กับประเทศเหมือนในอดีต
อย่างไรก็ตาม ความพยายามแก้ปัญหาหรือสร้างกลไกทางการเมืองที่ดี ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ แต่ได้เริ่มกระทำกันมานานนับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2540 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ เนื่องจากในครั้งนั้นมีการกระจายอำนาจและจัดตั้งองค์กรอิสระมากมาย รวมทั้งการให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ก็ปรากฏว่ากลไกต่างๆทางการเมืองที่หวังจะสร้างการเมืองที่ดีก็เริ่มมีปัญหามากขึ้นเพราะไม่อาจบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ได้
ปัญหาสำคัญในอดีต ด้านหนึ่งต้องถือว่าการปฏิรูปการเมืองเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย ดังนั้นกลไกและกฎหมายต่างๆที่ออกมาอาจปฏิบัติเกิดปัญหามากมาย ซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ก็มีความพยายามแก้ไขเพื่อแก้จุดอ่อนที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด แต่ปมปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นคือสังคมไทยไม่สามารถตั้งองค์กรอิสระที่สามารถทำงานตามภาระหน้าที่ได้อย่างแท้จริง ยิ่งกว่านั้นเรายังเปิดโอกาสให้เกิดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเกิดจากวิธีใดก็ตาม ดังที่ปรากฏให้เห็นมาโดยตลอด
ดังนั้น หากจะพิจารณาการร่างกฎหมายกกต.ในครั้งนี้ ก็เป็นความพยายามอีกครั้งในการปฏิรูปกลไกส่วนหนึ่งของระบบการเมืองประเทศ ซึ่งแน่นอนว่ากฎกติกาที่ออกมาใหม่ย่อมมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในแทบทุกประเด็น โดยความเห็นต่างแทบจะเป็นปกติวิสัยของคนไทยในยุคปัจจุบันอยู่แล้ว อีกทั้ง เราจึงไม่ควรไปให้น้ำหนักในประเด็นปลีกย่อยมากเกินไป โดยละเลยเป้าหมายที่แท้จริงของกฎหมายที่กำลังจะบังคับใช้ และหากกล่าวถึงที่สุดแล้วกฎหมายเป็นเพียงส่วนเดียวของการปฏิรูปทางการเมืองเท่านั้น
เราเชื่อว่าหากคนไทยยังมุ่งมั่นปฏิรูปการเมืองกันต่อไป ก็จะมีการแก้ไขหรือยกร่างกฎหมายในลักษณะนี้ในอนาคตอีกมาก เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่ประเด็นที่เราเห็นว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าข้อกฎหมายใดๆคือคนไทยด้วยกันเองว่าจะมีความเข้าใจกันมากน้อยแค่ไหน เพราะตราบใดที่คนไทยยังเข้าใจประชาธิปไตยเหมือนที่ผ่านมา โดยดูได้จากพฤติกรรมการเลือกตัวแทนทางการเมือง เราก็เชื่อว่าสังคมไทยยังต้องใช้เวลาอีกนานในการก้าวสู่เป้าหมายการปฏิรูปทางการเมืองตามการคาดหวังในขณะนี้
ดังนั้น เราเชื่อว่าประเด็นสำคัญของการปฏิรูปการเมืองอยู่ที่ประชาชนนั่นเองว่าเข้าใจประชาธิปไตยแบบใด ในขณะที่ข้อกฎหมายเป็นเพียงกรอบหรือกติกาทั่วไปเท่านั้น หากประชาชนยังไม่เปลี่ยนทางความคิดต่อการเมือง เราก็เชื่อว่าไม่ว่าจะร่างกฎกติกาดีอย่างไร ปัญหาเดิมๆก็ยังคงอยู่ เพราะประเทศจะมีประชาธิปไตยที่แท้จริงและยั่งยืนก็ขึ้นกับประชาชนเท่านั้น ขณะที่กฎหมายและกติกาต่างๆเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น








