วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การจัดสรรเวลาเรียนของประเทศไทยเหมาะสมแล้วหรือยัง?

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยได้ให้ความสนใจกับโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานา

ชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA)ซึ่งพยายามวัดทักษะและความรู้ในด้านการอ่าน ด้านคณิตศาสตร์ และด้านวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนที่มีอายุ 15 ปี ผลการทดสอบในปี 2555 ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีคะแนนสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือจีดีพีใกล้เคียงกัน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ คะแนนของประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นเพียงประเทศเดียวที่มีระดับจีดีพีต่อหัวใกล้เคียงกับไทยแต่มีคะแนนสอบ PISA ก้าวกระโดดไปอยู่ในระดับเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ฟินแลนด์ เยอรมัน หรือแคนาดา ดังแสดงในรูปที่ 1 ปรากฏการณ์นี้ชวนให้สงสัยอย่างยิ่งว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้คะแนนสอบของเวียดนามสูงถึงขนาดนั้น ที่ผ่านมาเวียดนามทำอะไรลงไป และประเทศไทยจัดการศึกษาอย่างไร จึงเป็นผลมาถึงคะแนนสอบที่ต่างกันได้มากเพียงนี้

หากมองย้อนกลับไปถึงปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างแน่นอนคือ เวลาที่ใช้ในการเรียนในแต่ละวิชา กล่าวคือ นักเรียนที่ใช้เวลาในการเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่ง ย่อมมีโอกาสที่จะได้ความรู้และทักษะที่เกี่ยวกับวิชานั้นมากกว่า

ดังนั้น ผู้เขียนจึงได้นำสัดส่วนเวลาที่ใช้เรียนวิชาหลักของนักเรียนไทยกับนักเรียนเวียดนามมาเปรียบเทียบกัน ผลการเปรียบเทียบพบว่า สัดส่วนเวลาเรียนวิชาหลักของนักเรียนเวียดนามนั้น สูงกว่านักเรียนไทยถึงเกือบร้อยละ 20 ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานที่วางเอาไว้นั่นคือ คะแนนสอบ PISA ของเวียดนามสูงกว่าไทย เพราะเขาใช้เวลาเรียนวิชาหลักที่มีความสำคัญมากกว่าเรานั่นเอง

และเพื่อให้เกิดความมั่นใจในข้อสรุปข้างต้นมากขึ้น ผู้เขียนจึงได้นำเอาข้อมูลของประเทศสิงคโปร์มาเปรียบเทียบร่วมกัน ซึ่งผลการเปรียบเทียบได้สนับสนุนข้อสรุปข้างต้นโดยจะเห็นได้จากรูปที่ 2 ว่า เวลาเรียนวิชาหลักของสิงคโปร์มีสัดส่วนสูงสุด รองลงมาคือเวียดนาม และไทย โดยสอดคล้องกับอันดับคะแนน PISA ของทั้งสามประเทศ อนึ่ง นอกจากปริมาณเวลาแล้ว แบบแผนของการเรียนที่กำหนดว่าจะเริ่มเรียนวิชาใดเมื่อไหร่ และจะเพิ่มสัดส่วนของเวลาอย่างไรตลอดช่วงการศึกษาอาจมีความสำคัญต่อผลสำเร็จในการเรียนรู้ไม่น้อย ผลการเปรียบเทียบเวลาเรียนพบว่าไทยเริ่มเรียนวิทยาศาสตร์เร็วที่สุด แต่คงสัดส่วนเวลาเรียนไว้ ทำให้มีสัดส่วนเวลาเรียนวิทยาศาสตร์ ณ เวลาที่สอบ PISA น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับเวียดนามและสิงคโปร์ ซึ่งมีการเพิ่มสัดส่วนเวลาเรียนตามช่วงอายุ แน่นอนว่า คงเป็นการยากที่จะพิสูจน์ได้ว่า รูปแบบการเรียนวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยมีคะแนนสอบ PISA ด้านวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าอีกสองประเทศหรือไม่ ผู้เขียนหวังว่าจะมีงานวิจัยในอนาคตที่สามารถพิสูจน์หรือล้มล้างข้อสรุปนี้ได้อย่างน่าเชื่อถือในอนาคตอันใกล้นี้

ทั้งนี้ แม้ว่าในปัจจุบันเรายังไม่มีงานหลักฐานที่สามารถบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างผลการทดสอบ PISA ซึ่งวัดตอนอายุ 15 ปี และผลิตภาพในการทำงานซึ่งต้องรอจนนักเรียนออกสู่ตลาดแรงงานแต่หากเราเชื่อว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ และการทดสอบ PISA สามารถประเมินทักษะและความสามารถที่ส่งผลต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว เราคงไม่สามารถละเลยผลการทดสอบ PISA และคงต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยที่มีผลต่อผลการทดสอบดังกล่าวให้มากขึ้น ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อสรุปที่ได้จากบทความนี้จะช่วยให้สังคมกลับมาตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมาการจัดสรรเวลาเรียนของประเทศไทยเหมาะสมแล้วหรือยัง เราควรจัดสรรเวลาเรียนให้กับวิชาหลักทางด้านภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มากน้อยเพียงใด หรือเราควรจะปรับลดวิชาที่ไม่ใช่วิชาหลักลงหรือไม่ ผู้เขียนเชื่อว่า การถกเถียงอย่างจริงจังและมีเหตุผลในประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถออกแบบและพัฒนาระบบการศึกษาของเราให้ดียิ่งขึ้นต่อไปได้ในอนาคต

-------------------

ผศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง 

นายวรุตม์ สามารถ

สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

-------------------

บรรณานุกรม

United Nations Educational, Scientifics and Cultural Organization. (2011a). World data on Education – Thailand (available at: www.ibe.unesco.org/sites/default/files/Thailand.pdf)

------------

United Nations Educational, Scientifics and Cultural Organization. (2011b). World data on 

Education – Vietnam (available at: www.ibe.unesco.org/sites/default/files/Vietnam.pdf)

------------

United Nations Educational, Scientifics and Cultural Organization. (2011c). World data on 

Education – Singapore (available at: 

------------

Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) (2014). PISA 2012 

------------

Results in Focus: What 15-Year-Olds Know and What They Can Do With They Know. Paris:  OECD (available at: https://www.oecd.org/pisa/keyfindings/pisa-2012-results-overview.pdf)