วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

The Fourth Industrial Revolution (9): ACD กับ Fintech

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเกียรติอย่างสูงให้เข้าร่วมประชุม ACD Business Connect 2016 ซึ่งเป็นการประชุม

ระดมสมองของผู้นำภาคธุรกิจและภาครัฐของประเทศในกลุ่ม ACD (Asia Cooperation Dialogue)

แนวคิด ACD ริเริ่มเมื่อปี 2545 เพื่อเป็นเวทีหารือระดับนโยบายระหว่างประเทศในเอเชีย โดยมีสมาชิกทั้งหมด 34 ประเทศ ทั้งในกลุ่มอาเซียน กลุ่มตะวันออกกลาง กลุ่มเอเชียใต้ เอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งการที่สมาชิกมีหลากหลายกลุ่มเช่นนี้ ACD จึงเหมือนกับเป็นเวทีกลางให้ประเทศในเอเชียได้แบ่งปันและต่อยอดความคิดที่จะพัฒนาเอเชียโดยรวม ซึ่ง Asia Connect ถือได้ว่าเป็นเวทีลูกของ ACD ที่จะให้ผู้นำภาคธุรกิจได้แบ่งปันความคิดกับภาครัฐ โดยเฉพาะในประเด็นด้านการเงิน

ในการประชุมครั้งนี้ ผู้จัดยกประเด็น Fintech ขึ้นมาเป็นประเด็นหลัก เนื่องจากจะพลิกโฉมเศรษฐกิจและการทำธุรกิจในเอเชียในอนาคต ผู้เขียนจึงขอนำประเด็นที่ที่ประชุมหารือมาเล่าสู่กันฟัง รวมถึงสอดแทรกมุมมองของผู้เขียนต่อประเด็นต่าง ๆ ในบทความนี้ โดยข้อแบ่งเป็น 5 ประเด็นหลัก ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง Fintech คืออะไร ดังที่ทราบกันดีแล้วว่า Fintech หรือ Financial Technology คือรูปแบบธุรกิจเกิดใหม่ (Startup) ที่เสนอบริการทางการเงินไม่ต่างจากสถาบันการเงินใหญ่ ๆ เช่น การจัดหาสินเชื่อ การโอนเงินและปริวรรตเงินตรา รวมถึงแนะนำการลงทุน เป็นต้น แต่เสนอในช่องทางเทคโนโลยีแบบใหม่ นั่นคือผ่านรูปแบบอินเตอร์เน็ต และหลายรายจะให้บริการผ่านเครื่องมือพกพา (Mobile Device)

แต่ในผู้เชี่ยวชาญในที่ประชุม ได้เสนอคำจำกัดความของ Fintech ที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ Fintech เป็นการ “แต่งงาน” ระหว่างบริการทางการเงินและเทคโนโลยี ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมการเงินอย่างสิ้นเชิง เพราะนอกจากจะให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภค ผู้เล่น และผู้กำกับนโยบายแล้ว Fintech ยังจะเป็นรากฐานสำคัญของ “สังคมไร้เงินสด” หรือ Cashless Society ในอนาคต

ประเด็นที่สอง ได้แก่ ประโยชน์ของ Fintech ต่อเศรษฐกิจองค์รวม ในประเด็นนี้ แม้ว่าจะยากที่จะคำนวณออกมาเป็นตัวเงินแน่นอน เนื่องจากเทคโนโลยียังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่สามารถเปรียบเทียบประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ก่อนและหลังการเข้ามาของ Fintech ได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาประโยชน์ของ Fintech ต่อผู้เล่นต่าง ๆ จะเห็นได้ว่ามหาศาลมาก ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ๆ เช่น การโอนเงินข้ามประเทศผ่านมือถือที่สะดวกรวดเร็วและลดต้นทุน ผู้มีแนวคิดทางธุรกิจสามารถระดมเงินทุนผ่าน Crowd-funding ที่ต้นทุนถูกกว่าแบบปกติอย่างมาก ขณะที่ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถเพิ่มลูกค้าผ่านช่องทางใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงผู้บริโภค

ส่วนผู้กำกับนโยบาย สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงองค์รวมได้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น ผ่านข้อมูลที่จะเข้ามาในรูปแบบ Big Data เป็นต้น นอกจากนั้น หาก Fintech สามารถนำพาให้ประเทศไทยไปสู่ Cashless Society ได้แล้ว ก็จะลดต้นทุนการพิมพ์ธนบัตรได้ไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ประเด็นที่สาม ได้แก่ การเปลี่ยนสมรภูมิการแข่งขัน โดยทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กทัดเทียมรายใหญ่มากขึ้น เนื่องจากผู้เล่นรายใหญ่ เช่น สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่ได้ลงทุนไปกับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ระบบ ATM ระบบการโอนเงิน ระบบการตรวจสอบตัวตนและสถานะลูกค้า (KYC/ CDD) เป็นต้น ซึ่งอาจเสียประโยชน์หาก Fintech นำมาซึ่งเทคโนโลยีในการทำธุรกิจที่ง่ายกว่าเดิม และรายเล็กก็สามารถทำได้ไม่ต่างจากรายใหญ่

เช่น Fintech ประเภท Payment ทำให้ความจำเป็นในการใช้ ATM รวมถึงการโอนเงินผ่านสาขาลดลง รวมไปถึงประเด็นที่ในปัจจุบันผู้กำกับสถาบันการเงินหลายแห่งอาจเริ่มอนุญาตให้ใช้การถ่ายรูปตนเอง (Selfie) อนุญาตให้ใช้หุ่นยนต์ หรือใช้การโทรศัพท์ผ่านโปรแกรม Skype ในการเปิดบัญชีได้

ประเด็นที่สี่ ได้แก่ โอกาสของ Fintech ในเอเชียเมื่อเทียบกับซีกโลกตะวันตก โดยเฉพาะในประเด็นความนิยมในการใช้บัตรแทนเงินสด เทียบกับการใช้มือถือที่มีความแตกต่างกันใน 2 ภูมิภาค

โดยในซีกโลกตะวันตกนิยมการใช้บัตรมากกว่าโดยเฉพาะในสแกนดิเนเวียและสหรัฐ เช่น กว่า 80% ของร้านค้าและ 93% ของแท็กซี่ในสวีเดนรับบัตรเท่านั้น ไม่รับเงินสด ซึ่งแตกต่างจากเอเชีย เช่น อินโดนิเซียและไทยที่มีสัดส่วนการใช้บัตรต่ำมากที่ประมาณ 5% ของประชากรเท่านั้น แต่สัดส่วนการใช้โทรศัพท์มือถือต่อประชากรทั้งหมดของไทยมากกว่า 80% ซึ่งเป็นภาพที่ใกล้เคียงกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย บ่งชี้ว่า โอกาสของธุรกิจของผู้ประกอบการเอเชียโดยให้ทำธุรกรรมผ่านมือถือ มีโอกาสเติบโตสูงกว่าการใช้บัตร

ประเด็นสุดท้าย ได้แก่ การเลือกให้ความสำคัญระหว่างความปลอดภัยด้านไซเบอร์ (Cyber Security) กับประสิทธิภาพของเศรษฐกิจและการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) ผ่าน Fintech

โดยในมุมหนึ่ง ผู้ประกอบการ Fintech ต่างต้องการให้ทางการและผู้กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจผ่อนคลายกฎระเบียบให้มากที่สุด เพื่อให้การทำธุรกิจมีความคล่องตัว ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายต่างมีความกังวลถึงสิทธิและความปลอดภัยของผู้บริโภค

เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ปัจจุบัน 3 ประเทศในเอเชีย อันได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ได้เริ่มจัดทำ Regulatory Sandbox หรือ “กระบะทราย” ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการ Fintech บางส่วนสามารถทดลองประกอบธุรกิจด้านการเงินบางประการซึ่งเดิมไม่อนุญาต เพื่อให้ธุรกิจคล่องตัวมากขึ้นและพิจารณาถึงความเสี่ยงของธุรกิจ Fintech ก่อนที่จะอนุญาตให้ทำได้ในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประเด็น Regulatory Sandbox นี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้หลากหลายนโยบายยังไม่ชัดเจนนัก เช่น กระบวนการ KYC ผ่านโปรแกรม Skype การอนุญาตให้ใช้ Bitcoin และ Blockchain ในการทำธุรกรรม การอนุญาตให้ใช้หุ่นยนต์ในซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป ผู้เขียนเห็นด้วยกับที่ประชุมว่า Fintech คือคำตอบของภาคการเงินในอนาคต เพราะจะทำให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ รวดเร็ว มีประสิทธิภาพขึ้น ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้เล่น ผู้บริโภค และผู้กำหนดนโยบายต้องพึงระวังคือความปลอดภัยด้านไซเบอร์ เพราะหากพลาดแล้วนั้น Fintech อาจนำความเสียหายสู่เศรษฐกิจทั้งในระดับปัจเจก ระดับประเทศ และระดับโลกได้

------------------

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่