วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มองผ่านการเลือกตั้งในอเมริกา (8)

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อเมริกาได้เห็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ใช้กลยุทธ์สับขาหลอกอีกครั้งหลังส่งสัญญาณอยู่หลายวันว่าจะ

เปลี่ยนจุดยืนเรื่องต่างชาติที่เข้าไปอยู่ในอเมริกาแบบผิดกฎหมาย เขาออกมาประกาศแบบโป้งป้างอีกครั้งว่าเขาจะไม่เปลี่ยนและจะบังคับให้ชาวเม็กซิกันจ่ายค่าสร้างกำแพงปิดเขตแดนระหว่างอเมริกากับเม็กซิโก แม้ความโป้งป้างของเขาดูจะถูกมองอย่างแพร่หลายว่าทำให้เขาไม่น่าเป็นประธานาธิบดี แต่ผมยังไม่ฟันธงว่าเขาจะไม่ชนะการเลือกตั้งทั้งนี้เพราะบรรยากาศในอเมริกาตอนนี้มีความไม่ปกติสูง

คงเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเกิดการโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนระหว่างพนักงานของจีนและของอเมริกาในตอนก่อนประธานาธิบดีโอบามาจะลงจากเครื่องบิน ณ สนามบินหังโจวเพื่อเข้าร่วมประชุมกลุ่ม 20 รายงานของเหตุการณ์นั้นสะท้อนทัศนคติของพนักงานและรัฐบาลอเมริกันซึ่งมักอ้าก้ามใหญ่ไปทั่วโลก พนักงานของจีนไม่ยอมก้มหัวให้เพราะตระหนักในศักดิ์ศรีของชาติและรู้เท่าทันจึงเกิดความขัดแย้งกันขึ้น แม้จะเป็นความขัดแย้งเล็กๆ ที่สนามบินซึ่งถูกประธานาธิบดีโอบามากลบเกลื่อนในเวลาต่อมา แต่มันสะท้อนสภาพความสัมพันธ์อันตึงเครียดของสองประเทศนั้น

ปัจจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอเมริกาอาจมองได้จากหลายแง่มุม ผมมองว่ามันเป็นการแย่งชิงทรัพยากร หลังฝ่ายคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้สงครามเย็น อเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจแต่เพียงประเทศเดียว การมีอำนาจล้นฟ้าทำให้อเมริกาพยายามจัดระเบียบโลกใหม่ตามเงื่อนไขที่จะทำให้ตนได้ผลประโยชน์สูงสุดจากการเข้าถึงและครอบครองทรัพยากรโลก หลังสงครามเย็นยุติใหม่ๆ จีนไม่แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรด้วยจึงมักหลีกทางให้อเมริกา มาถึงตอนนี้ จีนมีทั้งเศรษฐกิจและแสนยานุภาพแข็งแกร่งจึงออกไปแย่งชิงทรัพยากรกับอเมริกาแบบไม่ลดราวาศอก ความแข็งแกร่งของจีนทำให้อเมริกาหวาดผวาและหันมาใส่ใจในกิจการทางเอเซียมากขึ้น การไปเยือนลาวของประธานาธิบดีโอบามาในการมาประชุมคราวนี้บ่งชี้ถึงความคิดของอเมริกาซึ่งเกรงว่าลาวจะเข้าข้างจีน

ดังเป็นที่ทราบกันดี อเมริกามิได้มีปัญหากับจีนเท่านั้นในช่วงนี้ หากยังมีปัญหากับรัสเซียอีกด้วย ย้อนไปในช่วงที่สงครามเย็นเพิ่งยุติ อเมริกาดูจะมองว่ารัสเซียอยู่ในกรงเล็บของตนและต่อมาดูจะหวังว่ารัสเซียจะเข้าปิดล้อมจีนด้วย แต่ตอนนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ารัสเซียจะไม่เล่นบทนั้น ตรงข้ามรัสเซียท้าทายอเมริกาโดยตรงด้วยการรุกรานประเทศในเขตอิทธิพลของตน อาทิเช่น การยึดแหลมไครเมียของยูเครน ตอนนี้อเมริกาจึงเผชิญหน้ากับสองมหาอำนาจที่มีอาวุธนิวเคลียร์ด้วยกัน แต่นั่นมิได้หมายความว่าอเมริกาจะลดการอ้าก้ามไม่ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี ทั้งนี้เพราะการเมืองระดับชาติและนโยบายต่างประเทศของเขามักถูกกำหนดโดยผลประโยชน์ของนายทุนผู้ต้องการทรัพยากรแม้แต่เรื่องกล้วยซึ่งมีรายละเอียดน่าสนใจอยู่ในหนังสือของ Peter Chapman ชื่อ Bananas: How the United Fruit Company Shaped the World

เมื่อการเมืองระดับชาติถูกกำหนดโดยนายทุนเป็นส่วนใหญ่ จึงมองได้ว่าอเมริกาไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การมองเช่นนั้นคงไม่ผิด อย่างไรก็ดี ผู้ที่อยู่ในอเมริกานานๆ จะทราบว่าการเมืองของอเมริกาเป็นประชาธิปไตยสูงในระดับถ้องถิ่นทั้งนี้คงเพราะชาวบ้านรู้จักนักการเมืองดีพร้อมกับมีโอกาสเข้าร่วมกระบวนการโดยตรงโดยไม่มีนายทุนเข้าไปบิดเบือน ในทำนองเดียวกัน เราจะรู้ว่าชาวอเมริกันโดยทั่วไปมิได้วางก้ามใหญ่เมื่อเราเข้าไปในประเทศของเขา ต่างกับพนักงานของรัฐและนักการเมืองซึ่งต้องเล่นบทที่ถูกกำหนดโดยนายทุน

ข้าราชการและนักการเมืองไทยจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ขอให้ผู้อ่านฟันธงเอง นอกจากนั้น ขอฝากการบ้านให้คิดกันด้วยว่า เมื่ออเมริกาไม่น่าคบเพราะมักอ้าก้ามและหวังจะเอื้อประโยชน์ให้นายทุนเท่านั้น ไทยจะปลอดภัยกว่าหากละทิ้งอเมริกาและไปคบค้าและพึ่งพาจีนกับรัสเซียจริงหรือ อีกประเด็นหนึ่งคือ ตอนนี้อเมริกาเปรียบเสมือนจ่าฝูงที่กำลังถูกท้าทาย ตามธรรมดาเมื่อจ่าฝูงถูกท้าทายในโลกของสัตว์การต่อสู้แบบถึงชีวิตมักเกิดขึ้น โลกของมนุษย์ต่างกับโลกของสัตว์จริงหรือไม่ ไทยจะทำอย่างไรจึงจะอยู่ได้อย่างมั่นคงเพราะประวัติศาสตร์บ่งว่าไม่น่าต่าง?