องค์กรนักคิด ผลิตนวัตกรรม

องค์กรนักคิด ผลิตนวัตกรรม

ค​​วามสำเร็จของ Apple , P&G หรือ Toyota ไม่ได้เกิดจากความมหัศจรรย์ เป็นเพราะเขาปฏิบัติตามขั้นตอนการสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมอย่างเคร่งครัด

ปัจจุบันมีองค์กรของไทยจำนวนมากขึ้น เริ่มขยับปรับตัวเอง อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อโครงสร้างทางธุรกิจแบบเดิม จากการพึ่งพาเทคโนโลยีภายนอก สู่การสร้างเทคโนโลยีเองภายใน จากผู้รับจ้างผลิตชิ้นส่วนมาเป็นผู้ผลิตสินค้า จากผู้รับจ้างผลิตสินค้า มาสร้างตราสินค้าของตนเอง จากการฝากบริษัทอื่นทำตลาดและกระจายสินค้า มาเป็นผู้กำหนดกลยุทธ์การตลาดและหาพันธมิตรบุกตลาดด้วยตนเอง ประเด็นของการกระทำเช่นนี้ก็คือ การออกมาจากกรอบการทำธุรกิจแบบเดิมๆ ออกจากการพึ่งพาความสามารถเดิมๆ มาสู่การต่อยอดนำจุดแข็งมาสร้างจุดขายใหม่ ที่สำคัญคือการสร้างมูลค่าในส่วนที่เป็นปลายน้ำ จุดที่ใกล้ลูกค้าและสามารถรับรู้ความต้องการของตลาดเป้าหมายได้เป็นอย่างดีด้วยตนเอง

 

หลายองค์กรที่ผมได้มีโอกาสให้คำปรึกษาแนะนำ หรือไปบรรยายให้ความรู้ ยังมีข้อสงสัยในใจเกี่ยวกับความสำคัญของนวัตกรรมรู้สึกว่านวัตกรรมมีความสำคัญต่ออนาคตของบริษัท และเริ่มค้นพบด้วยตัวเองว่ากระบวนการสร้างนวัตกรรมแม้จะเป็นเรื่องยากแต่จำเป็นต้องผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการในองค์กร แน่นอนมันมีความเสี่ยง มีค่าใช้จ่ายที่สูง และที่สำคัญคาดเดาไม่ได้(ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น) แม้ว่าผู้นำจำนวนไม่น้อยยังมองนวัตกรรมไปที่บริษัทชั้นนำต่างๆ อาทิ Apple หรือ P&G และคิดว่า "เราไม่ได้มีคนหรือทรัพยากรเช่นบริษัทชั้นนำทั้งหลายเหล่านี้ เราคงไม่สามารถทำอะไรที่มีความวิเศษแปลกใหม่ได้"

 

แต่ความจริงก็คือ ค​​วามสำเร็จของ Apple หรือ P&G หรือ Toyota ไม่ได้เกิดจากความมหัศจรรย์ แต่มันเป็นเพราะพวกเขาได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมอย่างมีระเบียบวินัยและเคร่งครัด อีกทั้งยังทำให้วัฒนธรรมการทำงานภายในองค์กรเกื้อหนุนหรือจุดประกายให้ทุกคนเป็นนักคิด พอๆกับการเป็นนักปฏิบัติ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับบริษัทของไทยหรือแม้แต่บริษัทใดๆก็ตาม คือการเริ่มต้นจากแนวทางที่เป็นระบบ และใช้เครื่องมือที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือที่จะช่วยให้คุณจัดการกับความเสี่ยงขนาดใหญ่และโอกาสที่องค์กรของคุณต้องเผชิญเท่านั้น หากแต่วัฒนธรรมที่ดีจะช่วยยกระดับนวัตกรรมให้เป็นจริงได้ด้วย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมการและวางแผนที่ดี ซึ่งแผนแม่บทนวัตกรรม (Innovation Master Plan) จำเป็น

 

ไม่ว่าจะเป็นแผนงานหรือแผนแม่บท จะให้ดีอย่างไรก็ได้แค่เท่าที่ศักยภาพและความสามารถจะทำได้ และความสามารถที่จะทำก็ขึ้นกับชุดความคิดที่อยู่ในหัวของผู้บริหาร โชคไม่ดีนักที่ผู้บริหารส่วนใหญ่ขาดทั้ง 2 สิ่งคือ ขาดประสบการณ์ในการสร้างนวัตกรรม และขาดชุดความคิดที่จะทำมันให้ได้ จึงไม่น่าแปลกใจอะไร ที่องค์กรทั่วไปจะไม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าทำไม Google Starbuck หรือ Nike จึงสามารถทำให้องค์กรของตัวเองโดดเด่นออกมาจากบริษัทอื่น สิ่งที่ใครหลายคนอยากรู้คือ ทำไมบริษัทเหล่านี้จึงทำได้ดี และเขาทำอะไรบ้างที่บริษัทอื่นไม่ได้ทำ

 

สองปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถสร้างสรรค์หรือพัฒนานวัตกรรมได้ ประการแรกคือ ลักษณะของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น (Nature of today’s change) ที่ทำให้หลายบริษัทต้องติดอยู่กับที่ใดที่หนึ่งจนไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่นวัตกรรมได้ และประการที่สองคือ ชุดความคิด (mindset) ของผู้บริหารระดับสูง ในการที่จะสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในองค์กรให้ได้ จึงเป็นคำตอบว่า “ต้องเริ่มที่ผู้บริหาร และถ่ายทอดผ่านวัฒนธรรม และระบบ สู่ทุกคนในองค์กร เปิดใจ เปิดกว้าง รับฟัง และกระตุ้นให้ทุกคนได้ทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้น ผ่านกระบวนการกลั่นกรอง เพื่อลดทอนความเสี่ยงให้มากที่สุด”

 

จากหนึ่งในสองเหตุผลดังกล่าว แรงขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นแรงผลักสำคัญ ที่ถ้าผู้บริหารหรือผู้ประกอบการไม่ตระหนัก ก็อาจจะทำให้ธุรกิจไม่สามารถอยู่รอดได้ในกระแสการแข่งขันทางธุรกิจ จึงขอเน้นย้ำอีกสักครั้ง ดังนี้

 

แรงขับเคลื่อนที่ 1 Commoditization จากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การผลิตสินค้าจำเพาะเฉพาะกลุ่ม หรือสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ แตกต่างจากผู้ผลิตอื่นทั่วไป

 

แรงขับเคลื่อนที่ 2 the digital revolution ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิตัล ด้วนการผนวกเอาเทคโนโลยีใหม่ ที่ช่วยลดขั้นตอน ความยุ่งยาก และง่ายจนใครๆก็สามารถทำได้ด้วยตนเอง

 

แรงขับเคลื่อนที่ 3 Social mediaization throughout society สื่อสารไร้สาย ขยายเครือข่าย และแทรกตัวเข้าไปในสังคมออนไลน์ ผ่านช่องทางและสื่อสมัยใหม่

 

แรงขับเคลื่อนที่ 4 globalization มองธุรกิจให้กว้าง ขยายธุรกิจให้ไกล แบบไร้พรมแดน ขยายตลาดไปสู่ทุกแห่งทั่วโลก ไม่จำกัดตัวเองเฉพาะพื้นที่แคบๆอีกต่อไป

 

แรงขับเคลื่อนที่ 5 the turbulent world เมื่อโลกมีความผันผวน สังคมมีความแตกต่าง วัฒนธรรมมีความหลากหลาย ทัศนคติของคนก็มีทั้งสร้างสรรค์และทำลาย จึงต้องมีความระมัดระวังและป้องกันความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

แรงขับเคลื่อนที่ 6 acceleration ต้องแรง ต้องเร็ว ต้องเด่น และต้องโดน ผ่านเครื่องมือ ระบบงาน และเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแรง เปิดกว้างรับวิทยายุทธใหม่ๆตลอดเวลา

 

ถึงเวลาแล้วที่องค์กรของไทย ต้องปรับโครงสร้างตัวเองให้สอดรับกับประเทศไทย 4.0 เมื่อนโยบายระดับมหภาคขยับ แต่เรายังอยู่ที่เดิม ไม่รู้จักเติมความรู้ใหม่ๆ และสร้างความคิดเพื่อมาผลิตสินค้า บริการ การจัดการ และวิธีการทำธุรกิจแบบใหม่ๆ ก็คงยากที่จะอยู่ได้ในการแข่งขันต่อไปนี้

เรามาสร้างองค์กรใหม่ ให้เต็มไปด้วยนักคิด ที่พร้อมจะประดิษฐ์และยกระดับองค์กรให้ก้าวหน้ามากขึ้นกันเถอะ