การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ

การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ

ความก้าวหน้าทางด้านสุขภาพอนามัยและการรู้จักดูแลตนเอง ช่วยให้คนอายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถมีอายุยืน

โดยที่ยังมีสุขภาพกาย สุขภาพจิต สมองที่ยังใช้งานได้ดี ดังนั้นถ้าหากสังคมส่งเสริมพวกเขาให้ได้ทำงานต่อ (ยืดอายุเกษียณออกไป) หรือทำงานบางเวลา หรือทำกิจกรรมแบบอาสาสมัครในขอบเขตที่เหมาะสมกับวัย สุขภาพ ความรู้ ทักษะ ความชำนาญของพวกเขา จะเป็นประโยชน์ทั้งในแง่การช่วยให้คนสูงวัยได้ใช้ชีวิตช่วยตนเองได้ดีขึ้น มีความสุขขึ้นแล้ว และช่วยให้สังคมโดยรวมได้รับประโยชน์เพิ่มด้วย

นักวิชาการที่สนใจเรื่องการสูงวัยได้ศึกษาแยกแยะความแตกต่างระหว่างคนสูงวัยที่ประสบความสำเร็จ และคนสูงวัยโดยทั่วไปที่มีปัญหาหรือทำประโยชน์ได้น้อย เพื่อที่จะหาว่าสังคมควรมียุทธศาสตร์การส่งเสริมด้านคุณภาพ และสุขภาวะอย่างไร ที่จะช่วยให้คนสูงวัยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีสุขภาวะ (Wellbeing) ได้เพิ่มขึ้น

การรู้จักดูแลสุขภาพทางร่างกาย เช่น เรื่องอาหารการกินที่มีคุณค่าทางโภชนาการ การออกกำลังกาย การพักผ่อนอย่างเหมาะสม เพียงพอ การใช้ชีวิตอย่างคำนึงสุขภาพ (เช่น ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ สิ่งเสพติดอื่นๆ) เป็นปัจจัยที่ช่วยให้คนสุขภาพดี ชราภาพได้ช้าลง

ปัจจัยอื่นในการทำคนสูงวัยบางคนมีสุขภาวะที่ดีคือ การรู้จักปรับตัวได้ดีและการพัฒนาสุขภาวะทางอารมณ์ได้ดี การวิจัยได้พบว่า ปัจจัยด้านอัตวิสัยหรือทัศนคติของผู้สูงวัยเองที่มองโลกและการที่คนสูงวัยเองสูงวัยในแง่บวกหรือแง่ดี และการรู้จักปรับตัวได้ดี ได้รับการสนับสนุนทางครอบครัวและชุมชน เป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าปัญหาเรื่องสุขภาพกายหรือใจที่ประเมินโดยแพทย์หรือนักวิจัย

คำนิยามผู้สูงวัยที่มีสุขภาวะแต่เดิมมักเน้นเรื่องการวัดสุขภาพและความสามารถในการเรียนรู้ โดยถือว่าคนที่สุขภาพเสื่อมและเรียนรู้ได้น้อยลง ช้าลง คือคนสูงวัยที่ไม่มีสุขภาวะ ซึ่งเป็นการให้คำนิยามที่คับแคบเกินไป

เพราะคนสูงวัยที่อายุเกิน 60 ปีหรือ 65 ปีไปแล้ว ร่างกายย่อมเสื่อมถอย และมีอาการทางสุขภาพบางอย่างเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้าไม่ใช่การเจ็บป่วยร้ายแรงจนทำให้เป็นอัมพาต หรือขาดสมรรถภาพที่จะดำเนินชีวิตได้เอง และถ้าคนสูงวัยผู้นั้นยังมีสุขภาพจิตที่เข้มแข็ง มองโลกในแง่ดี มีความอยากเรียนรู้ อยากใช้ชีวิตที่สร้างสรรค์ต่อ พวกเขาก็ยังคงเป็นคนสูงวัยที่มีสุขภาวะได้ฃ

การมีอายุยืนและการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ มีปัจจัยเรื่องพันธุกรรม การใช้ชีวิตอย่างคำนึงเรื่องสุขภาพเกี่ยวข้องด้วย (เช่น ไม่ติดเหล้า บุหรี่ สารเสพติด) แต่ปัจจัยสำคัญที่นักวิจัยได้ค้นพบคือ คนสูงวัยยังคงพัฒนาได้ในบางเรื่อง และโดยรวมแล้ว สมองของคนสูงวัยสามารถพัฒนาความสามารถทางสังคมจิตวิทยาได้สูงขึ้นตามวัยได้ แม้ว่าสุขภาพทางร่างกายและความสามารถในการจำของคนสูงวัยจะเสื่อมถอยลงตามธรรมชาติก็ตาม

คนสูงวัยที่มีความรู้ความเข้าใจ และปรับตัวได้ดีทางด้านสังคมจิตวิทยา รวมทั้งเรื่องภาวะทางอารมณ์ จึงมีศักยภาพที่จะใช้ทรัพยากรที่เขามีเพื่อใช้ชีวิตสูงวัยอย่างมีสุขภาวะหรือประสบความสำเร็จได้

การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม ทัศนคติ และสภาพแวดล้อม มากกว่าเรื่องพันธุกรรมหรือสุขภาพทางกายล้วนๆ นักวิจัยในเรื่องนี้ได้เสนอว่า ยุทธศาสตร์ที่จะช่วยให้คนสูงวัยดำรงชีวิตได้อย่างมีสุขภาวะคือ กินอาหารที่มีคุณค่าในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป, ออกกำลังกาย, และพักผ่อนอย่างเหมาะสม ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่และสารเสพติด, รู้จักการดุแลสุขภาพกายและใจ และโภชนาการ

ที่สำคัญคือการรู้จักดูแลสุขภาพจิตตนเอง เช่น สนใจเรียนเรียนรู้ ฝึกการมีทัศนคติในทางบวก, รู้จักการคลาย, การลด, การหลีกเลี่ยงความเครียด, ฝึกให้ตนเองฟื้นตัวกลับจากภาวะตกต่ำได้ดี (Resilience) ฝึกการปรับตัวทั้งในเรื่องการรับรู้และอารมณ์ต่อเรื่องโรคภัยไข้เจ็บเรื้อรังที่ตนประสบว่า เป็นเรื่องธรรมชาติที่เราจะต้องเรียนรู้อยู่ร่วมกับมัน และดูแลรักษาตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ต้องไปวิตกกังวลเกินไป

ประการสุดท้ายคือ ปัจจัยเรื่องการได้รับการสนับสนุนทางสังคม เช่น การคบเพื่อน การเรียนรู้อะไรใหม่ๆ การอาสาสมัคร เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือคนอื่นและสังคม ช่วยให้คำแนะนำคนรุ่นหลัง ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยให้คนสูงวัยได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและมีสุขภาวะ

การสูงวัย ไม่ใช่การสูญเสียความเยาว์วัย แต่คือขั้นตอนใหม่ของโอกาสและความเข้มแข็งเบตตี้ ไฟร์แดน (1921 - 2004) นักรณรงค์สิทธิสตรี และนักเขียนผู้คงทำงานต่อเนื่องก่อนที่จะเสียชีวิตในวัย 85 ปี