มีข่าวลงหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2559 ว่าสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เห็นชอบผลการศึกษา
ที่จะให้มีการเก็บค่าบำบัดน้ำเสียจากคน กทม.โดยจะเสนอให้ฝ่ายบริหารของกทม.พิจารณาให้ความเห็นชอบและนำไปดำเนินการต่อ ซึ่งเราสองคนในฐานะที่รับผิดชอบงานสอนหนังสือด้านนี้โดยตรงเห็นด้วยในวิธีคิดนี้ แต่มีข้อเห็นต่างและข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ดังนี้
1. ความกล้าหาญ
แนวคิดในการให้ผู้ทิ้งน้ำเสียต้องรับผิดชอบในการจ่ายค่าน้ำเสียนี้ เป็นแนวคิดที่ที่ไหนในโลกเขาก็ทำกัน กทม.เองก็มีแนวคิดนี้มากว่าสิบปีแล้ว โดยได้มีข้อบัญญัติเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 24 พฤษภาคม 2547 แต่ดำเนินการเก็บจริงไม่ได้ สาเหตุคือ นักการเมืองกลัวเสียคะแนนเสียงและไม่มีความกล้าพอ ผิดกับเมืองพัทยาและเทศบาลบางแห่งที่กล้าหาญพอและสามารถจัดเก็บได้แล้ว เรียกว่า กทม.ตัวใหญ่แต่ใจเล็ก ก็คงไม่ผิดไปจากความเป็นจริงนัก
2. ความยุติธรรม
ในการเก็บค่าน้ำเสีย กทม.วางแผนที่จะเก็บจากคนกทม.ที่อาศัยอยู่ในแปดพื้นที่ที่มีการให้บริการการบำบัดน้ำเสีย ได้แก่ หนองแขม รัตนโกสินทร์ สี่พระยา บางซื่อ จตุจักร ดินแดง ช่องนนทรี ทุ่งครุ(รูปที่ 1) ซึ่งเราขอเรียกว่าเป็นการเก็บค่าน้ำเสียแบบใช้หลักการ Servicee Pays Principle (หรือ SPP) แต่วิธีการนี้เราเห็นว่าก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม เพราะ (ก) คนที่อาศัยอยู่นอกแปดพื้นที่บริการนี้ก็ปล่อยน้ำเสียทิ้งออกมาทุกวันเช่นกันและทำให้น้ำคลองเน่าได้เช่นกัน ซึ่งหากใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย หรือ Polluter Pays Principle (หรือ PPP) (หรือคนไหนทำเลอะ คนนั้นต้องจ่ายค่าล้าง) คนที่อยู่นอกเขตพื้นที่บริการก็ต้องจ่ายค่าน้ำเสียเช่นกัน (ข) หากถามว่าเมื่อมีการบำบัดน้ำเสียในแปดพื้นที่นี้จนสะอาดและคลองมีสภาพดีขึ้น บ้านเมืองน่าอยู่มากขึ้น มีนักท่องเที่ยวมามากขึ้น คนนอกแปดพื้นที่นี้ได้ประโยชน์ด้วยหรือไม่ ก็ชัดเจนว่าได้ประโยชน์เหมือนกัน ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาก็ต้องจ่ายค่าที่ได้ประโยชน์นี้เช่นกัน หลักการนี้เราเรียกว่า Beneficiary Pays Principle (หรือ BPP) ซึ่งก็เป็นหลักการที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกด้วยเช่นกัน
3. ความ (ไม่) ยุติธรรม 2
สภา กทม.จะให้เก็บค่าบำบัดน้ำเสียเป็นเงินดังในรูปที่ 1 ซึ่งก็จะไม่ยุติธรรมแฝงอยู่อีก โดยในที่นี้จะขอแสดงตัวอย่างของความไม่ยุติธรรม นั่นหมายความว่า อาคารที่มีการปล่อยน้ำเสียมากกลับจ่ายน้อย ซึ่งไม่ยุติธรรม เพราะตามหลักการดูแลสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องต้องเก็บคนที่ปล่อยมลพิษมากตามหลักเศรษฐศาสตร์การเก็บค่าบริการแบบก้าวหน้า (progressive rate) แบบที่เราต้องจ่ายค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าที่เราใช้กัน คือยิ่งใช้มากยิ่งก็ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
ตัวอย่างอาคารที่ปล่อยน้ำเสีย 1,000 ลบ.ม./เดือนขึ้นไปที่ต้องจ่ายค่าน้ำเสีย 1,500 บาทต่อเดือน ซึ่งคำนวณได้เป็นเพียง 1.5 บาทหรือน้อยกว่าต่อลบ.ม.ดังนั้น หากสถานประกอบการปล่อยน้ำเสีย 2,000 ลบ.ม./เดือน ก็จะเสียค่าใช้จ่ายเพียง 0.75 บาทต่อ ลบ.ม.ซึ่งน้อยกว่ากรณีอาคารขนาดเล็ก เช่นบ้านเรือน (10 ลบ.ม./เดือน) ในตัวอย่างที่ 1 ที่ต้องจ่าย 3 บาทอย่างมากตัวอย่างการคำนวณนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตและปล่อยน้ำเสียรายใหญ่กลับจ่ายค่าบำบัดน้ำเสียน้อยกว่าผู้ปล่อยรายย่อย ซึ่งขัดกับหลักสากลที่ปฏิบัติกัน
4. ความยุติธรรม 3
กทม.ได้บอกเองว่ามีค่าใช้จ่ายจัดการสิ่งแวดล้อมสูงถึงปีละไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท เพราะค่าใช้จ่ายเฉพาะในการบำบัดน้ำเสีย 8 แห่ง (ซึ่งยังไม่ครบทั้งพื้นที่ กทม.ด้วยซ้ำงบส่วนนี้จึงเป็นเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของที่ควรจะเป็น) ที่นับรวมเพียงค่า “บำบัดน้ำเสีย” แต่ยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายในการลงทุนใน “การก่อสร้าง” ท่อรวบรวมน้ำเสีย ท่อดักน้ำเสีย รวมทั้งตัวระบบหรือโรงบำบัดน้ำเสียเองและค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร ตลอดจนค่าดอกเบี้ย กทม.ก็ต้องจ่ายออกอยู่แล้วทุกเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท
ถ้า กทม.เก็บค่าน้ำเสียไม่ได้ ก็เป็นภาระที่ กทม.ต้องควักเนื้อปีละหมื่นกว่าล้านบาท เงินงบประมาณส่วนนี้ต้องนำมาจากรายได้ส่วนอื่นของกทม. เช่นงบประมาณจากรัฐบาลกลาง ภาษีท้องถิ่น ภาษีป้าย ภาษีธุรกิจการค้า ภาษีน้ำมัน ซึ่งเป็นการใช้เงินผิดประเภท เพราะภาษีส่วนนั้นไม่ควรนำมาใช้ในการนี้
ทางที่ดีและถูกต้องรวมทั้งเป็นธรรม คือ ต้องเก็บค่าใช้จ่ายหรือ “ค่าน้ำเสีย”(ไม่ใช่เพียงค่าบำบัด)ให้เพียงพอต่อการจัดการน้ำเสียในภาพรวม คือ ต้องรวมไปถึงค่าก่อสร้าง ค่าดอกเบี้ย ค่าเสื่อมสภาพ ค่าเสียโอกาสในการนำเงินนั้นไปทำอย่างอื่น คือเก็บให้คุ้มทุนหรือแม้กระทั่งมีกำไร เพื่อที่จะนำรายได้ส่วนนี้ไปลงทุนขยายพื้นที่บริการบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงบำบัดน้ำเสีย ซ่อมบำรุง จ่ายค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าสารเคมี และเงินเดือนรวมทั้งสวัสดิการของพนักงาน
ตัวเลขที่เคยมีผู้คำนวณไว้เมื่อยี่สิบปีที่แล้วชี้ว่า กทม.ต้องเก็บค่าน้ำเสียให้ได้ไม่ต่ำกว่า 10-15 บาท/ลบ.ม.จึงจะคุ้มทุน และหากวิเคราะห์ตามภาวะปัจจุบันก็อาจต้องสูงขึ้นไปถึง 20-30 บาท/ลบ.ม. ซึ่งต้องขอชี้แจงว่าราคานี้ไม่แพงอย่างที่หลายคนคิด เพราะค่าบำบัดและจัดการน้ำเสียโดยปกติต้องมากกว่าค่าน้ำประปาอยู่แล้ว ที่ไหนในโลกก็เป็นเช่นนั้น และปัจจุบันค่าน้ำประปาของคนกทม.ก็ต้องจ่ายประมาณ 10 บาท/ลบ.ม.หรือมากกว่าอยู่แล้ว
5. ข้อดีของการเก็บค่าน้ำเสียแบบ PPP และ BPP
จะเห็นได้ว่าหากกทม.จัดเก็บค่าน้ำเสียในรูปแบบ PPP หรือ BPP ก็จะมีฐานผู้จ่ายเงินค่าน้ำเสียมากกว่าคนในแปดพื้นที่ที่จ่ายในรูปแบบ SPP ขึ้นเป็นกว่า 2 เท่า นั่นหมายความว่า กทม.จะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าวิธีคิดแบบเดิมเป็น 2 เท่า และสามารถนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นมากนี้ไปใช้เป็นงบลงทุนขยายพื้นที่บริการบำบัดน้ำเสีย โดยไม่เสียโอกาสในการพัฒนาสิ่งดีๆ ด้านอื่นๆ ใน กทม.
6. ค่ากำจัดมลพิษจากนักท่องเที่ยว
ปัจจุบันนี้มีนักท่องเที่ยวมาเยือนกทม.ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านคนต่อปี (สสช.) คนเหล่านี้บริโภครวมทั้งปล่อยมลพิษไม่ต่างจากคนในพื้นที่ จึงควรต้องรับผิดชอบในการเป็น PPP และ BPP ในส่วนนี้ด้วย กทม.จึงควรพิจารณาเก็บค่ามลพิษจากนักท่องเที่ยวเป็นรายหัว โดยนำไปรวมกับค่าที่พักตามโรงแรมและเกสต์เฮาส์ที่มีอยู่ทั่วไปในกทม. หรือมาตรการอื่นๆ ที่มีประสิทธิผลมากกว่า
7. ทำเช่นไรจะให้คน กทม.จ่ายค่าน้ำเสีย
กุญแจแห่งความสำเร็จในการดูแลสิ่งแวดล้อมในการนี้ หนีไม่พ้นที่จะต้องทำให้ประชาชนเข้าใจในหลักการการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์ต่อคนรุ่นต่อๆ ไป และยอมที่จะล้วงเข้าไปในกระเป๋าและควักเงินออกมาจ่าย ซึ่งจะทำให้สำเร็จได้ต้องอาศัยวิธีการและมาตรการทางการตลาดในรูปแบบที่เป็น “การตลาดเพื่อสังคม” ซึ่งบริษัทผู้เชี่ยวชาญทางนี้ในเมืองไทยก็มีอยู่ไม่น้อย หากสมมติว่าจำเป็นต้องจ่ายค่าความเชี่ยวชาญนี้เป็นเงิน 100 ล้านบาท แต่สามารถทำให้ประชาชนยอมรับในหลักการ PPP และ BPP จนนักการเมืองรวมทั้งผู้บริหาร กทม.กล้าที่จะเผชิญปัญหาและดำเนินการให้สามารถจัดเก็บค่าน้ำเสียได้ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่าจะเก็บได้เป็นหลายพันล้านบาทต่อปีและในทุกๆ ปีถัดจากนี้ ก็จะเป็นการคุ้มทุนเสียยิ่งกว่าคุ้ม
ผู้เขียนยอมรับว่าสิ่งที่เสนอมานี้พูดได้ไม่ยาก แต่ทำได้จริงไม่ง่าย แต่ก็คาดหวังว่าจะไม่เหนือไปกว่าความสามารถของผู้บริหารกทม.ที่คนมีฝีมืออยู่มากมาย ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ (นะครับ)
-----------------------
ดร.ดาว สุวรรณแสง จั่นเจริญ
ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย









