คอนแทรคฟาร์มมิ่ง คือระบบการเกษตร เลี้ยงสัตว์ หรือเพาะปลูกพืช ที่ทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้าระหว่างเกษตรกร
หรือเจ้าของฟาร์ม กับคู่สัญญา ซึ่งมักเป็นบริษัทเอกชนที่สัญญาว่าจะซื้อผลผลิตคืนจากอีกฝ่ายในราคาที่ตกลงกันตั้งแต่ต้น เรียกว่า “ราคาประกัน” โดยคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งอาจเป็นผู้จัดหาปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย อาหารสัตว์ และสิ่งจำเป็นอื่นๆ ให้เกษตรกรทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งอาจแตกต่างกันในรายละเอียดปฏิบัติของแต่ละราย
สำหรับมุมมองต่อการทำคอนแทรคฟาร์มมิ่งว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็มีมุมมองที่หลากหลายทั้งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร และระบบการผลิตสินค้าเกษตรโดยรวม บ้างก็เห็นว่าเกษตรกรเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เข้าข่ายเป็นสัญญาทาสก็มี
ในการทำคอนแทรคฟาร์มมิ่งมีทั้งที่ประสบความสำเร็จ และเป็นปัญหาเกิดขึ้น รวมทั้งเกิดข้อพิพาท ปัญหาที่สำคัญหนึ่งคือผลผลิตที่เกิดขึ้นเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของฟาร์ม หรือบริษัทคู่สัญญาที่จัดหาปัจจัยการผลิตให้ ซึ่งมีกรณีพิพาทกรณีหนึ่ง จนมีการฟ้องร้องเป็นคดีอาญา ข้อหายักยอกทรัพย์ โดยมีประเด็นสำคัญคือผลผลิตเป็นกรรมสิทธิของผู้ใด คดีนี้สู้กันจนถึงศาลฎีกา คือคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา 8340-8342/2557 ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานได้ว่า กรรมสิทธิของผลผลิตจากคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ที่มีลักษณะของสัญญาคล้ายหรือเหมือนกับสัญญาตามคำพิพากษานี้ เป็นของเกษตรกร
คดีมีข้อเท็จจริงโดยสรุปคือ มีการทำสัญญาคอนแทรคฟาร์มมิ่งเลี้ยงไก่ระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลย โดยจำเลยที่ 3 ต้องวางเงินประกันไว้ก่อนจำนวนหนึ่งเพื่อรับลูกไก่จากโจทก์ร่วมมาเลี้ยง และเมื่อส่งไก่ใหญ่ให้แก่โจทก์ร่วมจึงจะคิดราคาไก่ที่ส่งกับต้นทุนทุกอย่างที่รับไปจากโจทก์ร่วม เช่น ลูกไก่ อาหารไก่ วัคซีน และการขนส่ง ถ้าคิดราคาไก่ที่ส่งได้เงินสูงกว่าราคาต้นทุน จำเลยที่ 3 ก็ได้กำไร แต่หากคิดราคาไก่ได้น้อยก็ขาดทุน ซึ่งโจทก์ร่วมจะหักเงินประกันชำระต้นทุนส่วนที่ขาด
ต่อมาเกิดข้อพิพาทฟ้องร้องเป็นคดีอาญา โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 ให้จำเลยทั้งสามคืนลูกไก่หรือไก่เนื้อพันธุ์ เอ/เอ 46,200 ตัว หรือใช้ราคาเป็นเงิน 2,916,381 บาท แก่ผู้เสียหายระหว่างพิจารณา บริษัทฉวีวรรณฟาร์ม จำกัด ผู้เสียหายซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยที่ 3 คืนลูกไก่หรือไก่เนื้อพันธุ์ เอ/เอ 46,200 ตัว หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 2,752,468 บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2
โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 3 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่าหลังจากโจทก์ร่วมส่งลูกไก่ให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว ความรับผิดชอบในตัวไก่ทั้งหมดตกไปอยู่แก่จำเลยที่ 3 ผู้เลี้ยงโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยง ดูแลรักษาหรือป้องกันภัยต่างๆ ซึ่งจะเกิดแก่ตัวไก่ หากเกิดความเสียหายอย่างใดๆ ขึ้นไม่ว่าจะเป็นไก่ตาย ไก่เป็นโรค หรือไก่พิการ จำเลยที่ 3 ก็ต้องรับไปซึ่งความเสียหายนั้นเพียงผู้เดียว
กล่าวคือ จำเลยที่ 3 ก็จะไม่มีไก่ไปส่งหรือไก่ที่ส่งไม่ได้น้ำหนักและราคา อันจะทำให้จำเลยที่ 3 ขาดทุนเมื่อคิดหักกับต้นทุน เช่น ค่าลูกไก่ ค่าอาหารหรือค่าวัคซีนที่รับไปจากโจทก์ร่วม ซึ่งกรณีขาดทุนโจทก์ร่วมก็จะหักเอาจากเงินประกัน แสดงว่า ในส่วนของโจทก์ร่วม ลูกไก่ที่มอบให้จำเลยที่ 3 ไปเลี้ยงจะได้คืนหรือไม่ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะแม้ไม่ได้คืนหรือได้คืนในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ โจทก์ร่วมก็สามารถหักเอาเงินประกันได้ ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงไม่อาจอ้างความเป็นเจ้าของลูกไก่หลังจากส่งมอบให้จำเลยที่ 3 ไปแล้วได้ แม้ในสัญญาการเลี้ยงไก่จะเขียนให้โจทก์ร่วมยังมีกรรมสิทธิ์อยู่ก็ตาม
นอกจากนั้น พิเคราะห์จากคำเบิกความของกรรมการผู้จัดการ โจทก์ร่วมที่ตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่สามารถชำระค่าไก่ตั้งแต่ตอนรับลูกไก่ได้โดยไม่ต้องรอให้ไก่ใหญ่ก่อน ก็เห็นได้ชัดว่า โจทก์ร่วมมอบลูกไก่ให้จำเลยที่ 3 ไปเลี้ยงในลักษณะซื้อขาย ไม่ได้ฝากทรัพย์หรือจ้างเลี้ยงแต่อย่างใดเพียงแต่มีข้อตกลงพิเศษว่า เมื่อเลี้ยงเป็นไก่ใหญ่แล้วจำเลยที่ 3 ต้องนำมาขายให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำแหละขายเป็นไก่เนื้อเท่านั้น
ฉะนั้นการนำไก่ไปขายของจำเลยที่ 3 จึงไม่มีมูลความผิดฐานยักยอก ไม่ต้องพิเคราะห์ถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฎีกาของโจทก์ร่วมเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืนให้ยกฟ้อง









