ผลลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วง
ในประเด็นให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งปรากฏว่าคนไทยส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญ และเห็นด้วยกับประเด็นคำถามพ่วง และจากผลประชามติดังกล่าว ทำให้การพัฒนาการเมืองไทยนับจากนี้ไป มีความชัดเจนขึ้นตามโรดแมพของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้กำหนดไว้ โดยเฉพาะกรอบเวลาจากนี้ไปเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ซึ่งจะทำให้การเมืองไทยเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังไม่อาจเรียกว่าประชาธิปไตยได้อย่างเต็มภาคภูมินัก
แต่จากผลประชามติดังกล่าวอย่างน้อยก็ชี้ให้เห็น ว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความต้องการอย่างไร ซึ่งการวิเคราะห์การเมืองไทยอาจมีหลายแง่มุม ขึ้นกับพื้นฐานความคิดทางการเมืองของคนแต่ละกลุ่มว่าเป็นอย่างไร แต่หากเรายึดเอาตามผลของประชามติก็แสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลานี้คนไทยส่วนใหญ่ต้องการรัฐธรรมนูญ และประเด็นการเลือกนายกรัฐมนตรีหรือผู้นำประเทศตามผลประชามติที่ออกมา ซึ่งไม่ว่าจะเรียกระบอบประชาธิปไตยของไทยจากนี้ไปว่าประชาธิปไตยครึ่งใบหรืออะไรก็ตาม แต่นั่นเป็นระบอบที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการในขณะนี้
ประเด็นที่น่าพิจารณาสำหรับการเมืองไทย และต้องพยายามแสวงหาคำตอบอย่างมีเหตุผล ก็คือในเมื่อระบอบประชาธิปไตยไทยพัฒนามานาน และคุ้นชินกับการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี จากระบบตัวแทนผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยตรง แต่เหตุใดในช่วงเวลานี้ คนไทยกลับมีความเห็นไปอีกทาง โดยไม่ต้องการให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีมาจากสส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และหากว่ารูปแบบเช่นนี้ไม่่อาจจัดเป็นระบอบประชาธิปไตยได้ แต่เหตุใดคนไทยส่วนใหญ่จึงต้องการให้เป็นเช่นนั้นตามผลโหวตที่ออกมา
อย่างไรก็ตาม ผลจากประชามติในครั้งนี้ยังมีประเด็นน่าติดตามอีกมาก โดยเฉพาะะผลในรายจังหวัด แต่นั่นอาจเป็นประเด็นปลีกย่อยที่สะท้อนให้เห็นภาพทางการเมืองของไทยชัดเจนขึ้น แต่ประเด็นที่น่าพิจารณาคือผลคะแนนโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นแรก กับประเด็นที่สอง เรื่องให้ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรีนั้นมีคะแนนต่างกันพอสมควร ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคนไทยที่โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญนั้นยอมรับได้จากข้อบัญญัติต่างๆ แต่ในประเด็นการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นกลับมีจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย
ดังนั้น จากผลการโหวตครั้งนี้น่าจะทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กลับไปพิจารณาอย่างละเอียด เพราะอย่างน้อยผลที่ปรากฏก็ได้สะท้อนความต้องการของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิลงคะแนน และก็อาจถือได้ว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ว่าการลงคะแนนเสียงครั้งนี้มีผู้ออกมาใช้สิทธิราว 60% ซึ่งถือว่าน้อยกว่าในช่วงการเลือกตั้งทั่วไปอย่างมาก แต่ก็ถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่น้อยเมื่อเทียบกับการลงประชามติครั้งก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความสัดส่วนของผู้ออกมาใช้สิทธิในครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนความต้องการของประชาชน
เราเห็นว่าจากผลประชามติในครั้งนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องน่าจะนำบางประเด็นไปพิจารณา โดยเฉพาะคำวิพากษ์วิจารณ์ที่มีเหตุมีผลก่อนหน้านั้น เพราะอย่าลืมว่าแม้จะยึดเสียงส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ควรละเลยและต้องเคารพเสียงส่วนน้อย ซึ่งหากพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่หยิบยกขึ้นมาในบางประเด็นก็ถือว่ามีเหตุมีผล ดังนั้น เราจะมีช่องทางอย่างไรเพื่อให้เกิดกระบวนการพิจารณาข้อดีและข้อเสียร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งนั่นจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไทยในระยะยาว








