Michelle Obama สร้างตัวอย่าง

Michelle Obama สร้างตัวอย่าง

เมื่อตอนสาวๆ ​Michelle Roboinson มีชาย 2 คนให้เลือกเป็นสามี คนหนึ่งเป็นนักธุรกิจฐานะดี อีกคนเป็นนักกฎหมาย

ที่ทำงานเพื่อสังคม เธอตัดสินใจเลือกคนหลังซึ่งชื่อ Barack Obama หลังจากสามีเธอเป็นประธานาธิบดีแล้วมีคนถามเธอว่า ถ้าแม้นว่าเธอเลือกคนแรก เธอก็ไม่ได้เป็นสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกาสิ เธอตอบว่าไม่หรอกเพราะยังไงเธอก็จะต้องทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีจนได้ นี่คือความหลักแหลมในการตอบของเธอ และเมื่อได้ฟังสุนทรพจน์ของเธอเมื่อเร็วๆ นี้ในการประชุมเพื่อเลือกตัวแทนพรรคเดโมแครตแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง ลองฟังเรื่องต่อไปนี้เกี่ยวกับเธอที่มีแง่มุมให้คิด

​ในการพูดสุนทรพจน์ เธอบอกว่าเธออาศัยอยู่ในบ้านที่ใช้แรงงานทาส (ผิวดำ) สร้างมา 8 ปี เห็นลูกสาวสุดรักของเธอ 2 คน วิ่งเล่นหน้าบ้านแล้วรู้สึกภาคภูมิใจที่เธอและสามีได้รับโอกาสให้เป็นตัวอย่างเพื่อเยาวชนที่จะเติบโตขึ้นมาได้เลียนแบบ เธออยากเห็นเด็กอเมริกันเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความรัก มิใช่ความเกลียดชัง การแบ่งแยกผู้คน (กำลังด่า Donald Trump โดยไม่เอ่ยนามอย่างนิ่มและเนียน) การเป็นตัวอย่างแก่เด็กนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต

​เมื่อ 8 ปีก่อนหน้านี้ Michelle ได้กระทำสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดแง่คิดในเรื่องการให้กำลังใจแก่เด็กในการใฝ่การศึกษา เรื่องก็มีอยู่ว่าในการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของเธอในฐานะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เธอไปเยี่ยมโรงเรียนรัฐบาลหญิงในลอนดอน ชื่อ Elizabeth Garrett Anderson School โรงเรียนนี้ 3 ใน 4 ของนักเรียนมีฐานะยากจนจนมีสิทธิได้รับอาหารกลางวันฟรี

​​เธอบอกเด็กเหล่านี้ว่าเธอมาจากครอบครัวที่ยากจน (พ่อเป็นพนักงานทำงานโรงประปา และแม่ทำงานเลขานุการ) ต้องต่อสู้ชีวิตจากถิ่นยากจนของชิคาโกจนได้เรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ (เธอจบปริญญาตรีด้านสังคมวิทยา จาก Princeton และจบกฎหมายจาก Harvard) ได้ทำงานบริษัทกฎหมายมีชื่อ และได้มา “ยืนอยู่ตรงนี้ก็เพราะการศึกษาโดยแท้” เธอบอกว่า “การเป็นคนเก่งเป็นสิ่งที่เก๋กว่าอะไรทั้งหมดในโลก”

​Michelle มิได้พูดเพียงครั้งเดียวกับเด็กกลุ่มนี้ เธอติดต่อถามไถ่อย่างต่อเนื่อง อีก 2 ปีต่อมาเมื่อเธอไปเยือนมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เธอก็เชิญเด็กเหล่านี้ไปพบด้วย เธอบอกว่า “พวกเราทั้งหมดเชื่อว่าหนูทั้งหลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้” ยิ่งไปกว่านั้นในปีต่อมาเธอเชิญเด็กกลุ่มนี้ 12 คน บินไปหาเธอที่ White House (“บ้านสีขาว” ที่สร้างโดยทาสผิวดำนี้ สร้างใน ค.ศ. 1792 หรือ พ.ศ. 2335 ซึ่งเป็นเวลา 10 ปี หลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์)

​สิ่งที่เกิดตามมาเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ นักเศรษฐศาสตร์แห่ง University of Bristol ชื่อ Simon Burgess ได้ตีพิมพ์บทความเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2016 วิเคราะห์ผลการสอบของเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งมีอายุ 15-16 ปีจากการสอบ GCSE ของอังกฤษ และพบว่ามีผลการเรียนดีกว่าเด็กรุ่นก่อนหน้าเป็นอันมาก ระหว่างปี 2011-2012 ซึ่งเป็นเวลา 3-4 ปีหลังจากที่ Michelle พบเด็กครั้งแรก คะแนนที่สอบได้พุ่งสูงขึ้นอย่างเทียบได้กับการที่เด็กแต่ละคนได้เกรด C 8 วิชา เป็น A 8 วิชา คะแนนที่เพิ่มขึ้นนี้สูงกว่าการเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยของโรงเรียนรัฐบาลทั้งหมดในลอนดอน จนกล่าวได้ว่าเกิดขึ้นเฉพาะที่โรงเรียนแห่งนี้อย่างเด่นชัด

​ถึงแม้ว่าจะเป็นการยากที่จะบอกอย่างแน่ชัดว่า การกระทำของ Michelle เป็นสาเหตุ แต่จากการศึกษาวิเคราะห์โดยควบคุมตัวแปรต่างๆ Burgess เชื่อว่าคะแนนที่สูงขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องของความฟลุ๊กอย่างแน่นอน เขากล่าวว่า “ไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่มันจะเกิดขึ้นจากความบังเอิญ"

​ถ้าสมมุติว่า Michelle เป็นสาเหตุจริง เรื่องนี้ก็น่าคิดมากว่าการให้กำลังใจ การคาดหวัง และการปลุกเร้าให้เกิดความทะเยอทะยานด้วยคนที่น่าเชื่อถือ มีพื้นฐานคล้ายกันสามารถมีผลต่อพฤติกรรมของเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

​ในอังกฤษการประสบความสำเร็จของเด็กที่พ่อแม่เป็นอินเดีย และในสหรัฐอเมริกาที่พ่อแม่เป็นคนเอเชีย มาจากการเอาใจใส่และความคาดหวังอย่างสูง สิ่งเหล่านี้ขับเคลื่อนให้เด็กเกิดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ใช้การศึกษาเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จในชีวิต

​การสัมภาษณ์เด็กกลุ่มนี้ให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า Michelle Effect นั้นมีจริง เด็กบอกว่าเมื่อ เธอทำได้ เราก็ต้องทำได้เช่นกัน มันมิใช่เรื่องที่เป็นเพียงคำพูด หากเรารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

​วันนี้ท่านให้กำลังใจลูกหลาน ท่านหรือยังครับ