บทความอาทิตย์ที่แล้ว มีการตอบรับจากแฟนคอลัมน์พอควร หลายคนติดต่อมาว่าชอบ หลายคนอยากให้ขยายความ
โดยเฉพาะเรื่องความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ที่แย่ลง จริงๆ ข้อมูลที่นำมาเขียนมาจากหลายที่ด้วยกัน ที่จะเขียนวันนี้จึงอยากขยายความประเด็นการตกต่ำของรายได้ของคนส่วนใหญ่ในหลายประเทศ โดยใช้งานวิจัยที่มีการอ้างถึงมากที่สุดขณะนี้คือ บทวิจัยของสถาบันMcKinsey Global Institute เรื่อง จนกว่ารุ่นพ่อแม่ หรือ Poorer than their Parents : Flat or Falling Incomes in Advanced Economies เผยแพร่เดือนที่แล้ว
บทวิจัยนี้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของรายได้ของครอบครัวในประเทศที่พัฒนาแล้ว 25 ประเทศในช่วงสิบปีที่ผ่านมาว่า แตกต่างอย่างไรกับช่วงก่อนหน้า ซึ่งมีข้อสรุปที่น่าสนใจห้าประเด็น
หนึ่ง จำนวนครัวเรือนในประเทศที่พัฒนาแล้ว 25 ประเทศ ที่มีรายได้แท้จริง (รายได้ที่เป็นตัวเงินลบด้วยอัตราเงินเฟ้อ) ที่รวมรายได้จากการทำงานและรายได้จากการลงทุนที่เฉลี่ยแล้วเท่าเดิม หรือลดลงในช่วงปี 2005-2014 มีมากถึง 65-70 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งหมายถึงประชากร 540-580 ล้านคน ที่มีรายได้เท่าเดิมหรือลดลงช่วงสิบปีที่ผ่านมา
สอง ถ้านับรายได้หลังการเสียภาษี และหลังการได้รับเงินสวัสดิการช่วยเหลือจากภาครัฐ จำนวนครัวเรือนที่มีรายได้แท้จริงเฉลี่ย เท่าเดิมหรือลดลง ช่วงปี 2005-2014 จะลดลงเหลือ 20-25 เปอร์เซ็นต์
สาม ในบรรดาครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยลดลง กลุ่มครัวเรือนที่หัวหน้าครอบครัวเป็นคนหนุ่มสาว มีความเสี่ยงสูงมากที่ในที่สุดแล้วจะมีรายได้ต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่ คือ จะจนกว่ารุ่นพ่อแม่ โดยเฉพาะครัวเรือนวัยหนุ่มสาวที่มีระดับการศึกษาต่ำ
สี่ สาเหตุหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่มีรายได้ลดลง ก็คือ วิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลกที่เกิดขึ้นในปี 2008 ที่กระทบประเทศที่พัฒนาแล้วมาก โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรป นำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของเศรษฐกิจในอัตราที่ต่ำ และการว่างงานในระดับที่สูง ต่อเนื่องยาวนานเกือบสิบปี ภาวะดังกล่าวทำให้ความสามารถในการหารายได้และรายได้แท้จริงของคนส่วนใหญ่ลดลง
นอกจากวิกฤติเศรษฐกิจ ปัจจัยโครงสร้างหลายปัจจัยก็ทำให้รายได้ของครัวเรือนลดลง เช่น โครงสร้างประชากรที่สัดส่วนประชากรสูงวัยได้เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐมีภาระมากขึ้นที่ต้องเลี้ยงดูประชากรเหล่านี้ และเหลือทรัพยากรน้อยลงที่จะไปช่วยคนวัยทำงานให้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น (automation) ก็มีส่วนทำให้ค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ประชาชาติลดลง กระทบรายได้ของคนที่ทำงาน ขณะที่สัดส่วนของรายได้ที่มาจากผลตอบแทนต่อทุน (ซึ่งเป็นรายได้ของเจ้าของทุน) เพิ่มสูงขึ้น
ห้า การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในสามประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ประชาชนกว่า 30-40 เปอร์เซ็นต์มีความรู้สึกว่ารายได้และความเป็นอยู่ของตนเองไม่ดีขึ้น เทียบกับประชาชนในอัตราส่วนเดียวกัน คือ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ที่รู้สึกว่ารายได้ได้เพิ่มขึ้น ขณะที่อีก 20-30 เปอร์เซ็นต์ไม่รู้สึกว่าดีขึ้นหรือเลวลง ในกลุ่ม 30-40 เปอร์เซ็นต์ที่รู้สึกว่ารายได้ไม่ดีขึ้นประมาณสองในสามมีความหวังว่าความเป็นอยู่ของรุ่นลูกและรุ่นหลาน จะดีขึ้นในอนาคต ขณะที่อีกหนึ่งในสามมองว่ารายได้ตกต่ำจะมีอยู่ต่อไป และจะกระทบความเป็นอยู่ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
นอกจากนี้ ประชากรในกลุ่มหนึ่งในสามที่มองว่าอนาคตจะไม่ดีขึ้น มีความเห็นว่า การค้าเสรีที่เปิดประตูให้สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รายได้ของตนตกต่ำ และเห็นด้วยว่านโยบายรับคนต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศ กำลังทำลายความเป็นปึกแผ่น (Cohesiveness) ของสังคม นี่คือกลุ่มประชากรที่พร้อมสนับสนุนนโยบายของพรรคการเมืองที่เน้นลัทธิชาตินิยม รวมถึงกรณีของอังกฤษที่สนับสนุนให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป
ทั้งห้าข้อนี้ เป็นข้อสรุปที่ได้จากการสำรวจความเห็นล่าสุดของประชาชนใน 25 ประเทศที่รวมกันแล้วมีมูลค่ารายได้ประชาชาติหรือ GDP มากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลังวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลกปี 2008 การแก้ไขปัญหาของผู้ทำนโยบายและนักการเมืองที่ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวและขยายตัวได้เหมือนเดิมนั้น ได้สร้างความทุกข์ยากในแง่รายได้และความเป็นอยู่ให้กับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะประชากรวัยหนุ่มสาวที่ไม่มีงานทำและไม่มีรายได้
ท้ายสุด ผลวิจัยที่ออกมา มีอย่างน้อยสามข้อที่เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีให้กับการทำนโยบายในบ้านเรา
ประเด็นแรก คือ นโยบายการคลังของภาครัฐ ผ่านนโยบายภาษี และเงินอุดหนุนช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยนั้นสำคัญมาก เพราะสามารถทำให้ความเหลื่อมล้ำของรายได้ลดลง คือ นโยบายภาษี ถ้าทำได้ดีจะสามารถลดรายได้หลังการเสียภาษีของคนที่มีรายได้มากนำมาแบ่งปันให้กับคนที่มีรายได้น้อยในรูปเงินอุดหนุน ทำให้ความเป็นอยู่ของคนทั้งสังคมดีขึ้น
สอง คือ การใช้จ่ายภาครัฐ ต้องให้ความสำคัญกับประเด็นความเหลื่อมล้ำ เพราะการใช้จ่ายของภาครัฐสามารถลดภาระของผู้มีรายได้น้อยได้ ดังนั้นรัฐไม่ควรเอาแต่จะใช้เงินโดยไม่ดูว่าใครหรือกลุ่มรายได้ไหนจะได้ประโยชน์ ตัวอย่างเช่น การลงทุนในระบบขนส่งมวลชนที่ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงและได้ประโยชน์จากการใช้บริการ จะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ได้มากกว่าการลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูงที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ คือ คนมีฐานะที่สามารถจ่ายค่าโดยสารในราคาแพงได้ ขณะที่คนส่วนใหญ่จะไม่ใช้ ทำให้ไม่เกิดประโยชน์ต่อคนจำนวนมาก
สาม บทบาทของบริษัทเอกชนหรือภาคธุรกิจ ที่ต้องพิจารณาเรื่องความเหลื่อมล้ำ และความเป็นอยู่ของคนในสังคมควบคู่ไปกับการทำธุรกิจ เช่น การลงทุนที่เน้นการสร้างงานให้คนในประเทศมีงานทำ การใช้จ่ายเพื่อปรับทักษะแรงงานสร้างประสิทธิภาพให้กับแรงงาน และการดูแลความเป็นอยู่ของพนักงานและคนงาน สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้ความเป็นอยู่ของคนในสังคมดีขึ้น และลดความเสี่ยงของการเกิดปัญหาเศรษฐกิจที่มาจากการขาดกำลังซื้อและความตึงเครียดในสังคม









