เห็นได้อย่างชัดเจนในปัจจุบันว่าเจ้าของโมเดลธุรกิจ จะต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรธุรกิจเกี่ยวเนื่องให้ได้
เมื่อมองการค้าและการแข่งขันทางธุรกิจกลับไปในอดีตจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่ามีรูปแบบเปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากเดิมค่อนข้างมากและหลากหลาย แนวคิดและวิธีการทำมาหากินเพื่อแย่งชิงลูกค้า และขยายส่วนแบ่งการตลาดนี้ เรียกว่า โมเดลธุรกิจ (Business model)
โมเดลธุรกิจที่ดีในยุคสมัยนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างแนวคิดใหม่ในการดำเนินธุรกิจแบบรอบด้าน โดยไม่ได้มองหรือให้ความสำคัญเพียงเฉพาะตัวสินค้าหรือบริการเท่านั้น หากแต่ต้องมองแบบองค์รวมครอบคลุมไปถึงองค์ประกอบอื่นๆที่ก่อร่างสร้างฐาน เพื่อให้เกิดเป็นระบบนิเวศทางธุรกิจ (Eco-system) ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในปัจจุบันว่าเจ้าของโมเดลธุรกิจ จะต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรธุรกิจเกี่ยวเนื่องให้ได้ว่าจะไปได้ดีมีโอกาสในอนาคต ตัวอย่างของโมเดลธุรกิจ หรือวิธีการทำธุรกิจแบบใหม่ๆที่เราคุ้นเคยกันมีมากมาย อาทิ
การสร้างและขยายเครือข่ายร้านค้าผ่านระบบธุรกิจเดียวกัน (Franchise) โดยที่เจ้าของสินค้าและบริการ พัฒนาระบบธุรกิจขึ้นมา และเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาซื้อสิทธินำไปใช้ โดยจ่ายค่าอนุญาตให้สิทธิเพื่อแลกกับองค์ความรู้ วัตถุดิบ สินค้า/บริการ และระบบบริหาร เป็นต้น โดยที่เจ้าของสินค้าและบริการไม่ต้องไปลงทุนขยายสาขาเอง
การกระจายหน่วยผลิตแบบมีสัญญา เมื่อถึงยุคที่ไม่จำเป็นที่จะต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด การกระจายหน่วยผลิตที่ต้องการปริมาณมาก จนเกินกว่าที่จะมีใครจะผลิตได้เองทั้งหมด โดยควบคุมมาตรฐานและวิธีการผลิตให้เป็นไปในแบบแผนเดียวกัน คนไทยจะคุ้นเคยกันในวงการเกษตรที่เรียกว่า Contract farming
การให้เช่าพื้นที่เพื่อเปิดร้านค้าไว้ในที่เดียวกัน (Shopping mall) หรือ การเปิดร้านค้าแบบแบ่งปันรายได้และผลกำไรระหว่างเจ้าของร้านค้าและเจ้าของพื้นที่ (Profit sharing) หรือการสร้างพื้นที่เสมือนและขายผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งที่ผ่านตัวกลาง และไม่ผ่านตัวกลาง (E-commerce) ซึ่งแตกออกมาจากแนวคิดเดิมที่บริหารจัดการสินค้าเป็นแผนกภายใต้ผู้ประกอบการรายเดียว (Department store)
การเปลี่ยนแปลงของวิธีการจำหน่ายสินค้าก็มีความเปลี่ยนแปลงหลากหลายมากขึ้น เราจึงเห็นธุรกิจใหม่ที่ขายด้วยวิธีการใหม่ๆ เช่น ร้านที่สินค้าทั้งร้านขายในราคาเดียวกันหมด (Single price store) การให้เช่าใช้สินค้าโดยไม่จำเป็นต้องซื้อขาดแบบมีระยะเวลาหรือเงื่อนไขการใช้งาน (Rental shop) การให้สิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้าประจำแบบบอกรับสมาชิก (Membership) การขายแบบเหมาจ่าย ใช้ได้ในกำหนดเวลา (Pass ticket) เช่น ตั๋วรถรวมแบบ 7 วัน 10 วัน หรือกินได้ไม่อั้น (Buffet) ในหนึ่งมื้อ
การทำการตลาดแบบร่วมกัน โดยรวมเอาประเภทของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน หรือเสริมกันมาไว้ในช่องทางการตลาดเดียวกัน เช่น ระบบชำระเงินร่วมกันของร้านค้าต่างๆ (Smart card / e-Payment) การตลาดแบบขายตรงผ่านเครือข่ายนักขายอิสระทั้งแบบชั้นเดียวและหลายชั้น (Direct marketing และ MLM) การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One stop shopping or services) โดยผู้ขายสินค้าหรือให้บริการจะสร้างแพกเกจและราคาพิเศษขึ้นมา เมื่อผู้บริโภคซื้อสินค้าหรือใช้บริการร่วมกัน อีกทั้งยังได้รับความสะดวกในการรับมอบ
ในธุรกิจรับจัดงานแต่งงานที่ต้องมีการเตรียมการมากมาย ตั้งแต่ การจองโรงแรม การสั่งอาหาร การทำการ์ดเชิญ การตัดหรือเช่าชุดแต่งงาน การสั่งของชำร่วย การถ่ายภาพและถ่ายวีดิโอ ตลอดจนถึงการเลือกซื้อแพคเกจท่องเที่ยงเพื่อฮันนีมูน สามารถทำได้เบ็ดเสร็จในที่เดียว ไม่เพียงแต่การค้าและการทำธุรกิจของเอกชนเท่านั้น ในงานบริการภาครัฐ ก็มีการนำโมเดลที่ใช้ได้ดีนี้มาใช้ในการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว โดยรวมเอาบริการภาครัฐที่เกี่ยวเนื่องในด้านต่างๆมาไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้ผู้รับบริการไม่ต้องเสียเวลาเดินสายไปหลายที่
ในธุรกิจบันเทิงไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือดนตรี ก็มีการเปลี่ยนแปลงในวิธีการทำธุรกิจ แบบผสมผสานทั้งการขาย การตลาด การส่งมอบ แบบหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อดิจิทัลเข้ามาแทนที่ระบบเดิม ในอดีตค่ายใหญ่ จะเน้นการผลิตเพลงเต็มอัลบั้มประมาณ10 เพลงโดยรายได้หลักมาจากการขายทั้งอัลบั้มโดยมีฟอร์แมทตั้งแต่ เทปและซีดีโปรโมทเพลงผ่านรายการวิทยุและโทรทัศน์มีการจัดแสดงคอนเสิร์ตเฉพาะศิลปินใหญ่ที่มีฐานแฟนเพลงจำนวนมากมาถึงยุคดิจิทัลที่ผลิตขายเป็นรายเพลงปล่อยเพลงเด็ดออกมาก่อนค่อยมีเพลงตามอีกไม่กี่เพลงลด/จำกัดการผลิตซีดีขายผ่านการดาวน์โหลดโปรโมทเพลงผ่านยูทูปและสื่อสังคมออนไลน์เน้นจัดการแสดงสดเวทีเล็กหรือในสถานบันเทิงต่างๆทั่วไปเดือนละหลายครั้ง
โมเดลธุรกิจยังมีการเปลี่ยนแปลงอีกมากหลากหลายตราบเท่าที่สมองของคนยังคิดไปได้และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป แนวโน้มที่เราจะได้เห็นและได้สัมผัสต่อจากนี้ไปคือOpen source Open business (เปิดโลกธุรกิจไม่มีขีดจำกัด) นั่นคือไม่มีกำแพงขวางกั้นไม่ว่าจะฝั่งการผลิตหรือการจำหน่าย เปิดกว้างมากขึ้น และ Sharing resource Sharing economy (เศรษฐกิจสร้างสรรค์แบ่งปันทรัพยากร) เมื่อทุกคนที่ครอบครองทรัพยากรไว้ ไม่ต้องเก็บต้องใช้เพียงลำพัง แต่สามารถนำมันมาแบ่งปันและสร้างรายได้จากมันได้









