วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

The Fourth Industrial Revolution (7): ห้าคำถามกับพร้อมเพย์

ณ ชั่วโมงนี้ ไม่มีคำใดที่จะฮิตในหมู่วงการการเงินการธนาคาร รวมทั้งสาธารณชนไทยเท่าคำว่าพร้อมเพย์

(Prompt Pay) หรือบริการโอนเงินและรับโอนเงินแบบใหม่ โดยการผูกบัญชีเงินฝากธนาคารกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน และ/หรือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ

ส่วนหนึ่งที่ฮิตได้ เป็นเพราะทางการได้ประชาสัมพันธ์เพื่อผลักดันโครงการนี้อย่างรวดเร็ว โดยชี้ให้เห็นถึงประโยชน์และความสะดวกที่ผู้บริโภคจะได้รับ ขณะที่มีกระแสคัดค้านทั้งในประเด็นด้านความปลอดภัยรวมถึงการสูญเสียความเป็นส่วนตัว

เพื่อเป็นการอธิบายเพื่อความเข้าใจของผู้อ่าน รวมถึงรับทราบถึงประโยชน์และความเสี่ยงกับบริการพร้อมเพย์นี้ ผู้เขียนขอสรุปประเด็นดังกล่าวในรูปแบบคำถามคำตอบ (Q&A) 5 คำถามด้วยกัน ดังนี้

คำถามที่หนึ่ง พร้อมเพย์ คืออะไร

พร้อมเพย์ เป็นบริการโอนเงินและรับโอนเงินแบบใหม่ โดยการผูกบัญชีเงินฝากธนาคารกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน และ/หรือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือโดยเมื่อผู้ใช้ (หรือผู้รับเงิน) ผูกหมายเลขดังกล่าวเข้ากับบัญชีเงินฝากแล้วนั้น ผู้ที่จะโอนเงินมาให้ก็จะสะดวก เพราะผู้โอนไม่ต้องมีหมายเลขบัญชีธนาคารของผู้รับ เพียงทราบหมายเลขที่ผู้รับไปผูกไว้ ผู้โอนก็สามารถโอนเงินผ่านมือถือมาให้ผู้รับได้ทันที

นอกจากนั้น ผู้รับเงินยังสามารถรับเงินโอนจากภาครัฐได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นการรับเงินคืนภาษี การรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ

คำถามที่สอง พร้อมเพย์ ให้ความสะดวกกับผู้บริโภคอย่างไร

พร้อมเพย์ ให้ความสะดวกในการทำธุรกรรมต่างๆ ในอนาคตที่จะง่ายขึ้นมาก เช่น จ่ายค่าแท็กซี่ไปทำงาน จ่ายเงินให้คู่ค้าโอนเงินให้ญาติ จ่ายค่าสินค้าในร้านค้าทั่วไป รับเงินคืนภาษี ซื้อของ Online หรือแม้แต่เติมเงินค่ารถไฟฟ้าและ Easy Pass ทางด่วน ก็จะสามารถทำได้โดยง่าย โดยหากเป็นผู้จ่าย เพียงแค่มีหมายเลขโทรศัพท์มือถือ เลขบัตรประจำตัวประชาชน รวมถึงในอนาคตอาจมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (ในกรณีนิติบุคคล) ของผู้รับเงิน ก็จะสามารถโอนเงินชำระค่าใช้จ่ายได้ทันที

ในประเด็นด้านการโอนเงิน ทางสมาคมธนาคารไทยก็มีการยกเว้นรวมถึงลดค่าธรรมเนียมการโอนต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนหันมาโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์มากขึ้นด้วย

คำถามที่สาม พร้อมเพย์ ปลอดภัยเพียงใด

ในประเด็นนี้ ผู้ที่คิดค้นระบบนี้เชื่อมั่นว่าปลอดภัยมาก โดยหนึ่งในผู้ที่เป็นมันสมองหลักของโครงการนี้คือ ดร.อนุชิต อนุชิตานุกูล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีคลัง ได้เน้นย้ำว่าระบบนี้ปลอดภัยอย่างน้อยใน 3 จุด คือ หนึ่ง พร้อมเพย์ เป็นเหมือนเลขที่บัญชี แต่ดีกว่าเลขที่บัญชีตรงที่ผู้ที่โอนให้จะไม่ทราบว่าผู้รับใช้ธนาคารใด ฉะนั้นการที่จะไปเจาะบัญชีของผู้รับก็จะทำได้ยาก

สอง ระบบนี้ต่างจากทั่วไปตรงที่เป็นระบบปิด ไม่ได้เปิดในอินเตอร์เนต ฉะนั้น คนทั่วไปหรือแม้แต่แฮกเกอร์ก็ไม่สามารถเข้าไปได้ และ สาม ในฐานข้อมูลพร้อมเพย์กลางของประเทศ (ที่เรียกว่า IT/MX) นั้นมีการป้องกันด้วย Firewall หลายชั้น ไม่สามารถเจาะเข้าได้ จึงอาจกล่าวได้ว่าระบบนี้ค่อนข้างปลอดภัยมาก

คำถามที่สี่ ภาคธนาคารได้หรือเสียจะบริการพร้อมเพย์

ภาคธนาคาร ได้รับทั้งผลลบและผลบวกจากบริการนี้ โดยในด้านผลลบ จะทำให้ภาคธนาคารสูญเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมการโอน ซึ่งเป็นหนึ่งในรายได้หลักของธนาคาร ทั้งนี้ มีการคำนวณว่ารายได้จากค่าธรรมเนียมการโอนของธนาคารพาณิชย์จะหายไปเกือบ 70%

แต่ธนาคารต่าง ๆ ก็จะได้รับผลดีด้วยเช่นกันหากประชาชนหันไปใช้บริการพร้อมเพย์แทนการใช้เงินสด เพราะจะทำให้ต้นทุนในการเก็บเงินสดในตู้ ATM ต่างๆ หมดไป โดยปกติแล้วตู้ ATM แต่ละตู้จะมีเงินสดประมาณ 2 ล้านบาท ในไทยก่อนหน้านี้มี 7 หมื่นตู้ ฉะนั้นธนาคารต่างๆ ก็จะมีต้นทุนการเงินรวมกัน 1.4 แสนล้านบาท ถ้า ATM หายไป เงินจำนวนนี้ก็จะไปอยู่ในบัญชีของธนาคารแทน ซึ่งฝ่ายบริหารเงินของธนาคารก็สามารถนำเงินจำนวนนี้ไปบริหารให้งอกเงย แทนที่จะถูกทิ้งไว้ในตู้ ATM เฉยๆ ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนของทางธนาคาร

นอกจากนั้น การให้บริการเงินสดผ่านตู้ ATM เป็นต้นทุนของธนาคารด้วยเช่นกัน โดยเฉลี่ยแล้ว ค่าเช่าที่เพื่อตั้งตู้ ATM ตามจุดต่างๆ จะเฉลี่ย 3-4 หมื่นบาท ซึ่งหากรวมค่าขนส่งเงินสดเพื่อเติมตู้ ATM และค่ารักษาความปลอดภัยแล้ว คิดเป็นต้นทุนต่อการทำธุรกรรม ATM หนึ่งครั้ง 10 บาท ต้นทุนที่หายไปเช่นนี้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อธนาคาร

คำถามสุดท้าย หากโครงการพร้อมเพย์ สามารถสำเร็จได้ตามที่ทางการตั้งเป้าหมายไว้ จะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคมไทย

ผู้เขียนมองว่า หากโครงการพร้อมเพย์สำเร็จได้นั้น จะทำเกิดผลกระทบ 5 ด้าน คือ หนึ่ง เนื่องจากโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งแผน National e-payment ที่ทางการต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Cashless Society หรือสังคมที่ไม่ต้องใช้เงินสด ดังนั้น ในอนาคต ประเทศไทยอาจเป็นเช่นเดียวกับสวีเดนที่ 98% ของธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจับจ่ายตามร้านค้า การบริการสาธารณะต่างๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินสด

สอง ภาครัฐจะได้รับประโยชน์จากการที่ธุรกิจต่างๆ โปร่งใสมากขึ้น รายได้จะถูกบันทึกและมีที่มาที่ไปและเป็นประโยชน์ต่อการเก็บภาษี การตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินง่ายขึ้น และทำให้ต้นทุนการพิมพ์ธนบัตรและผลิตเหรียญกษาปณ์ลดลง

สาม ภาคธุรกิจจะได้ประโยชน์จากช่องทางการทำธุรกิจที่หลากหลายขึ้น โดยลูกค้าสามารถจ่ายได้หลายช่องทาง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเงินสดลดลง

สี่ ความเป็นส่วนตัวของประชาชนจะลดลง เนื่องจากการทำธุรกรรมต่างๆ จะถูกบันทึกไว้ ทำให้ผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลสามารถสืบทราบได้โดยง่าย และห้า อาชญากรรมในรูปแบบเดิม โดยเฉพาะการปล้นจี้จะลดลง แต่อาชญากรรมไซเบอร์จะมีมากขึ้น ระบบรักษาความปลอดภัยด้านไซเบอร์จะถูกท้าทายมากขึ้น

สำหรับผู้เขียนแล้ว บริการพร้อมเพย์เป็นหนึ่งในนวัตกรรมแห่งคลื่นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ ที่ทำให้โลกจริงและโลกดิจิตอลผสมผสานกันมากขึ้น ซึ่งประชาคมโลกและไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น หนทางเดียวที่จะอยู่รอดในโลกอนาคต คือเรียนรู้และปรับตัวไปกับคลื่นแห่งอนาคตนี้