วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทะเลจีนใต้ร้อนระอุ ก่อนคำวินิจฉัยศาลที่กรุงเฮกพรุ่งนี้

คลื่นลมในทะเลจีนใต้ กำลังจะถาโถมรุนแรงอีกครั้งในสัปดาห์นี้

 เพราะศาลอนุญาโตตุลาการถาวรที่กรุงเฮก (The Permanent Court of Arbitration at the Hague) บอกว่าจะมีคำวินิจฉัยเรื่องทะเลจีนใต้ในวันพรุ่งนี้ (12 ก.ค.)​

เป็นผลจากที่ฟิลิปปินส์ได้ยื่นเรื่องฟ้องจีน กรณีพิพาทว่าด้วยการอ้างกรรมสิทธิ์ เหนือหมู่เกาะหลายแห่งในทะเลจีนใต้

จีนอ้างมาตลอดว่าไม่ยอมรับอำนาจของศาลอนุญาโตตุลาการแห่งนี้ และไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร ปักกิ่งก็จะไม่ยอมรับ

ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนแสดงแสนยานุภาพด้วยการซ้อมรบทางทะเลอย่างคึกคักใกล้ๆ เกาะไหหลำและหมู่เกาะซีซาซึ่งเป็นบริเวณที่เป็นกรณีพิพาทมาช้านาน

จีนบอกว่าการซ้อมรบได้เตรียมการมานานแล้ว มิใช่เป็นการข่มขู่คุกคามเพื่อนบ้าน ก่อนที่ศาลที่กรุงเฮกจะอ่านคำวินิจฉัยวันพรุ่งนี้แต่อย่างไร

คำตัดสินที่ออกมาไม่ว่าจะไปทางใดก็ย่อมจะมีผลทางการเมืองและสังคมไม่น้อย เพราะเท่ากับเป็นครั้งแรกที่มีการนำเอาประเด็นนี้มาพิจารณาอย่างเป็นทางการ

คำถามที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งคือผลที่ออกมาจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียนเป็นอย่างไร

 จีนกำลังสร้างความแตกแยกในมวลหมู่สมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศจริงหรือ?

เหตุการณ์ล่าสุดจากการประชุม “นัดพิเศษ” ของรัฐมนตรีต่างประเทศจีนหวังอี้กับอาเซียนทั้ง 10 ที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน เมื่อเร็วๆ นี้ ยังมีความลี้ลับมหัศจรรย์ที่จะต้องเจาะหาข้อมูลเบื้องหลังกันอย่างละเอียดถี่ยิบ

เพราะยังไม่มีคำตอบทางการต่อคำถามที่ว่าตกลงเกิดอะไรขึ้นกับ “แถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน” ที่คุนหมิง?

ทำไมแถลงการณ์นั้นถูกปล่อยออกมา แล้วถูกปฏิเสธ และถอนกลับไป “เพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง” แล้วก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย?

กลายเป็น “แถลงการณ์ล่องหน” ที่สร้างความประหลาดใจแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก

ย้อนกลับไปเย็นวันอังคารที่ 14 มิ.ย. หลังการประชุม “นัดพิเศษ” ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศจีนกับอาเซียนภายใต้หัวข้อ “ทะเลจีนใต้” กระทรวงต่างประเทศมาเลเซียปล่อยแถลงการณ์อาเซียนออกมา ตอนหนึ่งมีข้อความอย่างนี้

“We expressed our serious concerns over recent and ongoing developments, which have eroded trust and confidence, increased tensions and which may have the potential to undermine peace, security and stability in the South China Sea.”

ภาษาที่ใช้ชัดเจนว่าอาเซียนมี “ความกังวลอย่างยิ่ง” ต่อความเคลื่อนไหวในทะเลจีนใต้ซึ่งได้บั่นทอนความไว้วางใจและความมั่นใจ อีกทั้งยังเพิ่มพูนความตึงเครียดซึ่งอาจบ่อนทำลายสันติภาพ ความมั่นคงและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

แถลงการณ์นี้ไม่ได้ระบุชื่อประเทศไหน แต่ใครอ่านก็ต้องรู้ว่า “ความเคลื่อนไหวเมื่อเร็ว ๆ นี้และยังดำเนินอยู่ขณะนี้” ในทะเลจีนใต้นั้นคงเป็นอะไรอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการที่จีนได้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารบนเกาะเทียมในทะเลจีนใต้ใกล้ ๆ หมู่เกาะพาราเซลส์และสแปรทเลย์ซึ่งจีนมีข้อพิพาทกับสมาชิกอาเซียนเช่นฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซียและบรูไน

หลังจากกระทรวงต่างประเทศมาเลเซียแจกแถลงการณ์นั้นให้นักข่าวได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็เรียกเอกสารนั้นกลับไป บอกว่า “there are urgent amendments to be made.” หมายความว่ามีข้อความที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ขณะเดียวกัน โฆษกกระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซียชี้แจงว่าเอกสารที่แจกนั้นเป็นเพียง “media guideline” และไม่ใช่เป็นคำแถลง “อย่างเป็นทางการ” ของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนแต่ประการใด

อะไรคือ “media guideline”? แปลตรงตัวก็คือ “แนวทางสำหรับสื่อ” ซึ่งหากตีความตามภาษาทางการทูต ก็คงจะแปลว่าเป็นเนื้อหาให้สื่อได้เข้าใจเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นข้อความทางการของรัฐบาลอาเซียนแต่ประการใด

แต่จะเรียกอะไรก็คงตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่ารัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนต้องการจะ “สื่อ” ให้โลกได้รับรู้ถึง “ความกังวลอย่างยิ่ง” ต่อสถานการณ์ในทะเลจีนใต้

โฆษกของกระทรวงต่างประเทศจีนออกมาสำทับว่า การประชุมนัดพิเศษครั้งนี้ ไม่ได้มีการตกลงว่าจะมีการออกแถลงการณ์อะไรเลยด้วยซ้ำไป

“การประชุมครั้งนี้เป็นการปิดประตูพูดคุยกัน และตั้งแต่ต้นก็ไม่มีการตระเตรียมใด ๆ เพื่อจะออกแถลงการณ์ร่วม...” คือคำอธิบายของฝ่ายจีน

เกิดอะไรขึ้นในห้องประชุมแห่งนี้?

คนที่ติดตามเรื่องราวระหว่างจีนกับอาเซียน และกรณีทะเลจีนใต้เมื่อได้รับทราบข่าวนี้ ก็คงจะมองย้อนกลับไปในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงพนมเปญเมื่อปี 2012

ผลการประชุมครั้งนั้นสร้างความฮือฮาในแวดวงการทูตระหว่างประเทศ เพราะเป็นครั้งแรกที่การประชุมสุดยอดอาเซียน จบลงด้วยการไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้

ตรวจสอบข่าวแล้วก็พบสาเหตุว่าเป็นเพราะนายกฯฮุนเซน ที่เป็นเจ้าภาพไม่ยอมเอาประเด็นเรื่องทะเลจีนใต้เข้าในวาระการประชุม และไม่ยอมให้เอ่ยถึงเรื่องนี้ในแถลงการณ์ร่วม ทำให้ฟิลิปปินส์ประท้วง อ้างว่ากัมพูชาถูกจีนหว่านล้อมจนทำให้เสียจุดยืนของอาเซียนไป

ครั้งนี้ก็อาจจะเกิดกรณีละม้ายกัน เพราะหนังสือพิมพ์ Straits Times ของสิงคโปร์รายงานว่าอย่างน้อยสมาชิกอาเซียนสองประเทศ คือกัมพูชาและ สปป. ลาว (ซึ่งปีนี้เป็นประธานหมุนเวียนของอาเซียน) ไม่เห็นด้วยกับการออกแถลงการณ์ร่วมที่ระบุเรื่องทะเลจีนใต้

หนังสือพิมพ์ฉบับนี้บอกว่าสองประเทศนี้เกรงใจจีน เพราะจีนให้ความช่วยเหลือและลงทุนในประเทศของตนค่อนข้างมาก จึงแจ้งกับเพื่อนร่วมอาเซียนประเทศอื่นว่าไม่ควรจะมีแถลงการณ์ที่มีข้อความเช่นนั้นออกมา

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือหลังการสิ้นสุดของการประชุมวันนั้น รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเป็นคนแถลงข่าวเอง รัฐมนตรีอาเซียนคนอื่นๆ อ้างว่าต้องรีบไปขึ้นเครื่องบิน ไม่สามารถมาร่วมแถลงข่าวได้ ทำให้เกิดภาพที่ชวนให้เกิดคำถามมากมายตามมา

คำถามใหญ่สำหรับอาเซียนก็คือว่าองค์กรแห่งนี้จะยอมให้มหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือสหรัฐใช้นโยบาย “แบ่งแยกแล้วปกครอง” ได้กระนั้นหรือ?

ความเป็นเอกภาพ และการแสดงจุดยืนร่วมกัน ในประเด็นระหว่างประเทศที่สำคัญคือหัวใจของความ “คงอยู่อย่างยั่งยืน” ของอาเซียน

วันนี้ สถานภาพนั้นกำลังถูกการแทรกแซง จนเกิดความสั่นคลอนแล้ว...ใช่หรือไม่? เราต้องแกะรอยหาความจริงกันต่อไป

เพราะอาเซียนจะมีพลังที่แท้จริง ต้องมีความเป็นหนึ่งเดียว ในการปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกทั้งมวล!