จากการที่โตโยต้า ค่ายผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่
แห่งหนึ่งปรับลดการจ้างงาน เลิกจ้างแรงงานรับเหมาช่วง โดยอ้างถึงสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว และความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อการส่งออก ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ทั้งในประเทศ และต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ทำให้บริษัทต้องปรับลดกำลังการผลิตลง และมีพนักงานเกินจำเป็นอยู่ จนต้องปรับลดเวลาทำงาน เป็นเหตุให้พนักงานมีรายได้ลดลง บริษัทจึงเปิดทางเลือกให้พนักงานสมัครใจลาออก เป็นกระแสสร้างความวิตก และตื่นตระหนกแก่อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ตลอดจนคนทั่วไป
แม้นายกกิตติมศักดิ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า เป็นนโยบายของแต่ละค่าย ไม่ได้สะท้อนถึงภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมด พร้อมระบุสาเหตุที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากโครงการรถยนต์คันแรกที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2554-2555 ส่งผลให้ความต้องการรถยนต์เพิ่มขึ้นสูง หลังจากหมดโครงการยอดขายรถยนต์ได้ลดลงเรื่อยๆ ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในภาวะถดถอย กระทั่งนำไปสู่การลดคนงานที่ล้นเกินความต้องการ
อย่างไรก็ตาม ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา การผลิตรถยนต์ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทผู้ผลิตไม่ได้ทยอยลดคนงาน เพราะมีความหวังว่า ยอดการผลิตจะมีจังหวะที่ดีขึ้น เมื่อมาถึงจังหวะที่แบกภาระต่อไปไม่ไหว การปรับลดคนงานจึงต้องเกิดขึ้น โดยการลดคนอาจไม่ได้ปรับออกไปเลย แต่เป็นการลดกะทำงาน ซึ่งแน่นอนว่า รายได้ผลตอบแทนต้องน้อยลงกว่าการทำงานเต็มเวลาเช่นเดิม โดยเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อวิกฤตค่าเงินบาท ปี 2540 บริษัทห้างร้านโรงงานผลิตต่างๆ ต้องปรับลดเวลาทำงานของพนักงาน หรือจัดโครงการสมัครใจออก
การจะปรับลดคนที่ผ่านการฝึกฝีมือมาแล้ว ย่อมเป็นความลำบากใจของบริษัทผู้ผลิต เพราะการฝึกอบรมพนักงานนั้นล้วนเป็นต้นทุนค่อนข้างสูง กว่าจะได้แรงงานฝีมือแต่ละคน ก่อนหน้าจะกระทบถึงการปรับลดแรงงาน เมื่อ 2 - 3 ปีก่อนหน้าคงได้เห็นค่ายรถยนต์ต่างๆ ประกาศโปรโมชั่นพิเศษอยู่เนืองๆ เช่น แคมเปญเงินผ่อน 0% ระยะเวลา 48-60 เดือน แถมประกันภัยชั้น 1 อุปกรณ์ตกแต่งฟรี หากที่สุดแล้วไม่ว่าจะกระตุ้นอย่างไร แต่กำลังซื้อถดถอย คนไม่มีอารมณ์จับจ่าย แคมเปญที่ประกาศออกมาก็กระตุ้นยอดได้อย่างยากลำบาก
ปัจจุบันถือเป็นยุคแห่งการปรับตัวของเทคโนโลยี อุตสาหกรรมต่างๆ นำเครื่องจักร หุ่นยนต์เข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ หรือเทคโนโลยีบางประเภทกำลังปรับเปลี่ยนสู่ระบบใหม่ แต่ประเทศไทยซึ่งยังเน้นการผลิตเดิมๆ มาอย่างต่อเนื่อง และปรับตัวเชื่องช้า จึงอาจไม่ใช่เป้าหมายการลงทุนของประเทศต่างๆ
ส่วนการที่ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย การผลักดันประเทศไทย 4.0 ซึ่งต้องสร้างแรงงานที่มีความสามารถขึ้นมารองรับ แรงงานบางส่วนต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปเป็นผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ หรือการเป็นผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าของตัวเองได้ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้คงต้องฝึกอบรมคนเพื่อไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ยังมีอนาคต อาจมีบางคนที่ทำได้ แต่หลายๆ คนอาจปรับตัวได้ยาก ซึ่งคนที่ปรับตัวไม่ได้คงต้องหาช่องทางทำกินใหม่ๆ เพื่อการดำรงชีวิตต่อไป การทำงานที่ผ่านๆ มา ถือเป็นการวางพื้นฐานที่จะทำให้ทุกคนก้าวต่อไปสู่อนาคต แต่ต้องไม่ย่อท้อไปเสียก่อน
ทุกๆ วิกฤตคือโอกาส ยังเป็นประโยคที่ใช้ได้เสมอสำหรับการเริ่มต้นคิดค้น หรือทำสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา ทุกบทเรียนที่ผ่านมาจะผันสู่การสร้างให้เกิดความกล้าแกร่งแก่ตัวคน ยิ่งประสบการณ์มาก ผ่านอุปสรรคมานาน ความแข็งแกร่งย่อมมีได้ ขอเพียงอย่าย่อท้อต่ออุปสรรคไปเสียก่อน ไม่แน่ว่า จากวิกฤตครั้งนี้จะก่อเกิดสตาร์ทอัพหน้าใหม่วัยเก่าในวันพรุ่งนี้ขึ้นอีกมากมายก็เป็นได้








