'เบร็กซิท'กับอนาคต'อียู'

'เบร็กซิท'กับอนาคต'อียู'

ผลประชามติ โหวตให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิก

ของสหภาพยุโรป(อียู) เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมาสร้างความสั่นสะเทีอนไปทั่วโลก ไม่เพียงทำให้เกิดความผันผวน และโกลาหลในตลาดเงินตลาดทุนเท่านั้น แต่เหตุการณ์ เบร็กซิท (Brexit) ที่เกิดขึ้นยังก่อให้เกิดคำถามต่อการดำรงอยู่ของอียู ว่าจะยังคงมั่นคง สามารถที่จะดำรงความเป็นองค์กรและสถาบันให้กับประเทศสมาชิกในยุโรปได้ต่อไปหรือไม่

สหภาพยุโรปมีพัฒนาการที่ยาวนานกว่า 60 ปีมีประเทศสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศและรับสมาชิกเพิ่มขึ้นจนมี 28 ประเทศในปัจจุบัน อังกฤษเป็นประเทศแรกที่กำลังจะลาอออกจากการเป็นสมาชิก ซึ่งทำให้อียูต้องเผชิญกับความท้าทาย ที่จะสั่นคลอนการดำรงอยู่ของอียูมากที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่การสถาปนาองค์กรขึ้นมา ทันที่ที่ผลประชามติของอังกฤษประกาศออกมาว่าอังกฤษตัดสินใจแยกทางจากอียู กลุ่มรณรงค์แยกตัวในหลายประเทศประกาศจะเดินหน้า เรียกร้องให้ประชาชนได้ลงเสียงประชามติบ้าง นายฌอง มารี เลอแปง หัวหน้าพรรคแนวร่วมแห่งชาติฝรั่งเศส ระบุว่านี่เป็นชัยชนะของเสรีภาพ และ ชาวฝรั่งเศสควรจะมีสิทธิที่จะเลือก และในโลกออนไลน์มีการติดแท็ก#Frexit 

ส่วนเนเธอร์แลนด์ก็มีเสียงเรียกร้องให้มีการลงประชามติเช่นกัน ที่น่าสนใจก็คือฝรั่งเศส และเนเธอแลนด์ เป็นกลุ่มประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้งอียูหากพากันถอนตัวออกไป อียูจะมีสถานภาพ และความน่าเชื่อถือไปเจรจาต่อรองกับประเทศอื่นมากแค่ไหน

หลายปีที่ผ่านมาประชากรอียูตั้งคำถาม ถึงประโยชน์ของการเป็นสมาชิกอียูมากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความถดถอยของเศรษฐกิจภายยุโรป เพราะแม้อียูจะเป็นประชาคมที่มีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคนซึ่งถือว่าเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ และมีจีดีพีรวมกันกว่า 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือ 20% ของจีดีพีโลก แต่เศรษฐกิจที่ถดถอยยาวนาน แม้ธนาคารกลางหลายประเทศจะใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ ควบคู่กับการอัดฉีดสภาพคล่อง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนในสภาพยุโรปรู้สึกว่ามีเงินในกระเป๋ามากขึ้นแต่อย่างไร

ในมุมมองของกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่ากฎระเบียบบางอย่างของอียู เป็นอุปสรรคต่อความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของลอนดอนเอาไว้ ขณะที่ข้อบังคับของอียูซึ่งมีเพิ่มขึ้นๆทุกปี และลงลึกในรายละเอียด เช่น การกำหนดสเป็กเครื่องปิ้งขนมปังมาตรฐานอียู ก็ทำให้คนอังกฤษอึดอัดและกดดัน ส่วนสิ่งที่ทำให้การตัดสินใจออกจากอียูของคนอังกฤษ น่าจะมากจากปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม ที่มาจากผู้อพยพซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ น่าจะมาจากแนวคิด Freedom Movement ที่ต้องการให้อียูเป็นมากกว่าเขตการค้าเสรี แต่อียูเองไม่สามารถให้หลักประกัน เรื่องความปลอดภัยจากการก่อการร้ายในยุโรปได้ เสียงประชามติที่โหวต “Leave” จึงมาจากชนชั้นแรงงาน และชนชั้นกลางที่อยู่ใกล้ชิดปัญหาเหล่านี้มากกว่า

อังกฤษมีเวลาอีก 2 ปีที่จะกำหนดความสัมพันธ์ และวางกฎเกณฑ์ใหม่กับอียูและชาติสมาชิก ซึ่งอาจจะต้องทำไปพร้อมกับการวางกติกาใหม่ร่วมกับประเทศต่างๆ ในสหราชอาณาจักรที่อาจจะขอแยกตัวออกจากอังกฤษเช่นกัน ในส่วนของอียูเองก็มีเวลาอีกไม่มากเช่นกัน ที่จะปรับบทบาทของตัวเอง เพื่อรักษาความเป็นเอกภาพของประชาคมไว้ต่อไป