Brexit - Euro 2016 : ความเกี่ยวพันและเงื่อนไขของเวลา

Brexit - Euro 2016 : ความเกี่ยวพันและเงื่อนไขของเวลา

หลังจากที่เคยแถลงให้สัญญากับประชาชนตั้งแต่ต้นปี 2013 ว่า หากพรรคอนุรักษนิยมชนะการเลือกตั้งในปี 2015

และสามารถจัดตั้งรัฐบาล(พรรคเดียว)ได้ นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและ ณ เวลานี้ จะดำเนินการจัดให้มีการลงประชามติภายในปี 2017  เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่า สหราชอาณาจักรควรจะยังคงอยู่ร่วมชายคาเดียวกับสหภาพยุโรปต่อไป (Remain) หรือถอนตัวออกมา (Leave)

จนกระทั่งวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2016 คือวันแรกสุดที่สาธารณชนได้รับทราบจากคำประกาศของนายกรัฐมนตรีว่าการลงประชามติจะมีขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายน

ทำไมรัฐบาลจึงตัดสินใจเลือกวันที่ 23 มิถุนายนเป็นวันลงประชามติ และวันดังกล่าวมีความสำคัญหรือแตกต่างจากช่วงวันเวลาอื่นๆอย่างไร

ประเด็นแรกสุดที่ควรจะต้องพิจารณาก็คือ ทำไมต้องเป็นปี 2016

ประการแรก รัฐบาลคาดการณ์ว่า ยิ่งปล่อยช่วงเวลาให้ทอดนานออกไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะทำให้ฝ่ายสนับสนุนการถอนตัวมีเวลารณรงค์หาเสียงมากขึ้น ซึ่งจะไม่เกิดผลดีต่อรัฐบาลพรรคอนุรักษนิยม

ประการต่อมาก็คือ ในปี 2017 จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสและการเลือกตั้งทั่วไปในเยอรมนี เพราะฉะนั้น การลงประชามติในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันจึงไม่เหมาะสมและอาจมีความเสี่ยงทางการเมืองมากกว่า

โดยข้อเท็จจริงแล้ว ว่ากันว่ารัฐบาลไม่ได้มีต้องการจัดการลงประชามติในปี 2017 ตั้งแต่แรก แต่ที่จำเป็นต้องกำหนดขึ้นมา เพื่อเปิดช่องให้สามารถยืดหยุ่นได้การเจรจากับสหภาพยุโรปหรือในกรณีที่จำเป็นอื่นๆ

ด้วยเหตุนี้ ปี 2016 จึงกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมลงตัวมากกว่า  นอกจากวันลงประชามติที่จะต้องจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีอย่างแน่นอนแล้ว   คำถามต่อมาก็คือ แล้วช่วงเวลาไหนเดือนใดที่เอื้ออำนวยเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและฝ่ายสนับสนุน "Remain" มากที่สุด

ในประวัติศาสตร์ 20 ปีย้อนหลัง จะเห็นว่า มีการเลือกตั้งในสหราชอาณาจักรในเดือนพฤษภาคมถึง 4 ครั้งและมีเพียงครั้งเดียวที่จัดเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน  แต่สำหรับในปี 2016 แล้ว การลงประชามติในเดือนพฤษภาคมถือว่าเร็วหรือกระชั้นชิดมากเกินไป เพราะห่างจากวันที่ประกาศเพียงแค่สามเดือนเท่านั้น

ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมเป็นช่วงฤดูร้อนที่ชาวอังกฤษจำนวนนับล้านคนเดินทางไปฮอลิเดย์ในต่างประเทศ จึงเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม หากคาดหวังจะให้คนมาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนมาก

สำหรับเดือนกันยายนหรือตุลาคมถือว่ามีความเหมาะสมไม่น้อย เพราะนอกจากจะเป็นช่วงที่ชาวอังกฤษส่วนใหญ่เดินทางกลับประเทศแล้ว ยังถือว่าเว้นช่วงระยะเวลาเกิน 6 เดือนนับจากวันที่ประกาศให้มีการลงประชามติ เพียงพอทั้งในแง่ของการเตรียมการ การบริหารจัดการและการรณรงค์หาเสียงของทั้งสองฝ่าย  ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ การลงประชามติของสกอตแลนด์เมื่อเดือนกันยายน 2014 ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่รัฐบาลเดวิด คาเมร่อนสามารถยึดเป็นแนวทางได้ หากต้องการให้ผู้คนออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก เพราะในครั้งนั้น ชาวสก๊อตแห่แหนออกมาใช้สิทธิกันอย่างถล่มทลายเป็นสถิติประวัติศาสตร์ถึงร้อยละ 84.6

แต่ในมุมมองของรัฐบาลแล้ว การเปิดโอกาสให้ฝ่ายสนับสนุน "Leave" มีเวลารณรงค์หาเสียงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำโอกาสที่สหราชอาณาจักรต้องถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปหรือ "Brexit" มีมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น เดือนมิถุนายนจึงเหลือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ด้วยเหตุผลอย่างน้อยสองสามประการ ดังนี้

หนึ่ง สหราชอาณาจักรเคยจัดให้มีการลงประชามติเกี่ยวกับการคงอยู่ในประชาคมเศรษฐกิจยุโรปเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 1975 เพราะฉะนั้น หากจะลงประชามติครั้งที่สองในเดือนมิถุนายนง ก็ถือว่าสอดคล้องเจริญรอยตามประวัติศาสตร์เมื่อ 41 ปีก่อน

สอง การทิ้งช่วงระยะเวลาห่างกัน 16 สัปดาห์นับจากวันประกาศจนถึงวันลงประชามติ ถือว่าถูกต้องและเป็นไปตามกฎระเบียบกฎเกณฑ์ขั้นต่ำ ยิ่งไปกว่านั้น  หากเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นวันที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการจนถึงวันลงประชามติ จะเท่ากับ 123 วันพอดิบพอดี เรียกว่าเป็นตัวเลขฤกษ์ดีก็ว่าได้

สาม ถึงแม้ว่าช่วงเดือนมิถุนายนจะตรงกับการเทศกาลแข่งขันฟุตบอล "Euro 2016" ทัวร์นาเมนต์ที่สำคัญที่สุดในยุโรป และมีตัวแทนจากสหราชอาณาจักรถึงสามชาติเข้าร่วมทำศึกด้วย นั่นคือ อังกฤษ เวลส์และไอร์แลนด์เหนือ  ซึ่งในวงการเมืองยึดถือเป็นข้อปฏิบัติว่า การจัดกิจกรรมทางการเมืองใดๆในช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลแมทช์ใหญ่ๆหรือรายการสำคัญๆเป็นข้อพึงหลีกเลี่ยงที่สุด แต่อาจเป็นไปได้ว่า รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกำหนดให้มีการลงประชามติในช่วงเวลาที่คนและสื่อทั้งประเทศกำลังใจสนใจจดจ่อกับ "Euro 2016" นั้น ถือเป็นความเสี่ยงที่น่าลงทุนและคุ้มค่าอย่างมากด้วยสองเหตุผลสำคัญ ดังนี้

เหตุผลทางประวัติศาสตร์  ตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 1970 น่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลตัดสินใจเสี่ยงในครั้งนี้ ณ เวลานั้น ผลสำรวจความคิดเห็นของสำนักโพลล์ต่างๆส่วนใหญ่ชี้ชัดว่า พรรคแรงงานมีคะแนนนำพรรคอนุรักษนิยมสูงถึง 12 จุด เรียกว่าแบเบอร์แน่นอน แต่ผลกลับตรงกันข้าม เหตุผลสำคัญหนึ่งที่เชื่อว่ามีส่วนทำให้พรรคแรงงานพ่ายแพ้และกลายเป็นฝ่ายค้านอย่างเหลือเชื่อ ก็เนื่องมา จากผลการแข่งขันฟุตบอลโลกที่เม็กซิโก ซึ่งทีมชาติอังกฤษพ่ายแพ้ให้แก่ทีมเยอรมนีตะวันตก ว่ากันว่า คนอังกฤษเดินเข้าคูหาเลือกตั้งอีกสี่วันต่อมาด้วยอารมณ์ต่อเนื่องที่เกิดจากความผิดหวังพ่ายแพ้จนกลายเป็นความผิดของรัฐบาล(?)  

เหตุผลทางวิชาการ   งานวิจัยชิ้นหนึ่งของนักวิชาการอเมริกันชี้ให้เห็นว่า ผลแพ้ชนะในเกมกีฬา(จะ)มีผลต่อพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ หากทีมชนะก็จะส่งผลทำให้ผู้คนที่ผูกพันกับทีมนั้นๆ คิดในทางบวก และมีแนวโน้มที่จะยอมรับการคงสถานะเดิมไว้ นั่นคือจะโหวตเลือกให้ผู้นำหรือผู้แทนคนเดิมทำหน้าที่ต่อไป

ดังนั้น การที่ทีมจากสหราชอาณาจักรถึงสามทีมเข้าร่วมศึก Euro 2016 ทำให้รัฐบาลเดวิด คาเมรอนมั่นใจในการตัดสินใจเลือกวันที่ 23 มิถุนายนเป็นวันลงประชามติมากขึ้น รัฐบาลอาจจะคาดหวังว่า อารมณ์ความรู้สึกร่วมของคนทั้งประเทศ ณ ช่วงเวลานี้จะมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจครั้งนี้ด้วย  การที่เวลส์และไอร์แลนด์เหนือสามารถสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าร่วมแข่งขันในรายการที่สำคัญที่สุดของยุโรปได้เป็นครั้งแรกนั้น ย่อมเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนในสองชาตินี้มีความสุขกันทั้งประเทศ ในขณะที่ทีมชาติอังกฤษถูกคาดหวังว่าจะสามารถผ่านทะลุเข้าสู่รอบสองได้อย่างแน่นอน  เรียกว่า เงื่อนไขของช่วงเวลาเอื้ออำนวยต่อการลงประชามติไม่น้อยเลยในมุมมองของฝ่ายสนับสนุนสถานะเดิม

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ทั้งสามทีมสร้างผลงานผ่านเข้ารอบสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายอย่างเกินความคาดหมายนั้น ย่อมส่งผล(ดี)ต่ออารมณ์ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงในสามประเทศร่วม 40 ล้านที่จะเดินเข้าคูหากาบัตรตรงช่อง "Remain" ด้วยอารมณ์ชื่นมื่น และมีแนวโน้มที่จะโหวตให้สหราชอาณาจักรคงอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป 

ภาพของเจ้าฟ้าชายวิลเลี่ยมที่ทรงเสด็จไปร่วมเชียร์ทีมชาติอังกฤษในแมทช์ที่แข่งกับทีมสโลวาเกียนั้น ย่อมมีความหมายสำคัญมากเกินกว่าเพียงแค่ฟุตบอลนัดหนึ่ง

-----------------------

ปรีชาญาณ วงศ์อรุณ

[email protected]