Brexit: อยู่หรือไป?

Brexit: อยู่หรือไป?

ไม่ว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายเดวิด คาเมรอน จะใช้บทความของสมาชิกรัฐสภา นางโจ คอกซ์ ที่เพิ่งเสียชีวิตว่า

ไม่อยากให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (อียู) รวมถึงออกโรงเตือนว่าการออกจากอียูของอังกฤษ (Brexit) จะเป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ โดยหากเลือกที่จะออกแล้วก็ไม่สามารถกลับไปอยู่กับอียูอีกได้ในอนาคต นั่นคือ ‘Breaking Point’ หรือจะเป็นนายจอร์จ ออสบอร์น รัฐมนตรีคลังอังกฤษ ได้ย้ำให้บริษัทใหญ่ๆ ในอังกฤษให้ออกมาเตือนถึงภัยของ Brexit รวมถึงพูดถึง financial blackhole หรือขู่ว่าต้องเก็บภาษีเพิ่มและตัดลดงบประมาณรัฐบาลกว่า 3 หมื่นล้านปอนด์เพื่อการนี้ ก็ยังอาจจะไม่สามารถที่จะเอาชนะการหาเสียงในประเด็นความเป็นเอกราชและผู้อพยพจากฝั่งของพวกที่อยากจะให้อังกฤษออกจากยูโรได้อย่างง่ายๆ

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะในอดีตอังกฤษเคยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากผู้อพยพเมื่อกว่า 100 ปีก่อน ช่วงที่ผู้อพยพของผู้ยากไร้สัญชาติยิวกว่า 1 แสนคนได้หนีจากการกดขี่จากรัสเซีย โดยชาวยิวเหล่านี้แม้หลายคนจะมีโรคประจำตัวก็ยังสามารถเข้ามาทำงานทดแทนผู้ใช้แรงงานชาวอังกฤษ จนทำให้ค่าจ้างในตลาดแรงงานลดลงเป็นอย่างมาก จนเกิดมีการตั้งพรรคใหม่จากผู้ที่ไม่พอใจผู้อพยพเหล่านี้ กระทั่งมีคะแนนเสียงในรัฐสภามากเพียงพอที่จะเอาชนะพรรคอนุรักษ์นิยมในการออกกฎหมาย Aliens Act ปี 1905 ในการดูแลผู้อพยพไม่ให้เข้ามาทำงานในตลาดแรงงานอังกฤษอย่างไม่มีการควบคุม

ประเด็นผู้อพยพในอังกฤษกลับเข้ามาในการหาเสียงของวงการเมืองอยู่เรื่อยๆ ที่ดูแล้วออกจะเดือดมากคือสุนทรพจน์ของนายอีนอช พาวเวลล์ สมาชิกรัฐสภาพรรคอนุรักษ์นิยมเมื่อปี 1968 ที่ชื่อว่า “River of Bloods” ที่กล่าวเตือนความวุ่นวายจนเกิดสงครามกลางเมืองหากยังไม่ควบคุมการหลั่งไหลของผู้อพยพในสหราชอาณาจักร

โดยประเด็นทางเศรษฐกิจของฝั่งที่ต้องการให้อังกฤษอยู่กับทางยูโรต่อไป หรือ ‘Remain’ ชูขึ้นมาหาเสียงเมื่อต้องมาเผชิญกับประเด็น‘ความเป็นเอกราชจากอียู’ และ ‘ผู้อพยพ’ ของฟากที่ต้องการให้อังกฤษออกจากอียูหรือ ‘Leave’ ดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่ครองใจชาวอังกฤษคนละกลุ่ม โดยฝั่ง ‘Remain’ ได้คะแนนเสียงจากคนทำงานในกลุ่มที่จบมหาวิทยาลัย คนที่ต่ำกว่าอายุ 25 ปี และผู้ที่ทำงานอยู่ในสายอาชีพที่มีรายได้สูง อาทิ การเงิน และไอที หรือชนชั้นกลางบนขึ้นไป ส่วนฝั่ง ‘Leave’ ได้ใจกลุ่มชนชั้นแรงงาน ผู้ที่จบการศึกษามัธยมตอนปลายลงมา ผู้ที่ทำงานภาคเกษตรกรรม และผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี

ทั้งนี้ ฝั่ง ‘Leave’ มี 3 แกนนำหลัก ได้แก่ นายไมเคิล กอฟ เลขาธิการสำนักงานยุติธรรม ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มที่หาเสียงของฝั่ง ‘Leave’ ออกมาหาเสียงว่าธุรกิจด้านอาหารทะเลของรุ่นปู่ย่าตายายของเขาต้องเผชิญกับการล้มละละลาย เนื่องจากการเข้ามาของคู่แข่งจากประเทศในอียู ซึ่งต่อมามีการโต้แย้งจากหลายฝ่ายว่าไม่เป็นความจริงนั้น ด้านอดีตนายกเทศมนตรีของกรุงลอนดอน นายบอริส จอห์นสันใช้สโลแกน ‘Vote Leave, Take Control’ ในการกระตุ้นจิตสำนึกของชาวอังกฤษที่เชื่อลึกๆ ว่าอังกฤษนั้นมีความพิเศษเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรป ให้ออกเสียงในประชามติเพื่อที่จะสะท้อนทัศนคติภายในดังกล่าว และนายไนเจล ฟาราจ หัวหน้าพรรคเพื่ออิสรภาพแห่งสหราชอาณาจักร หรือ UKIP ก็ชูประเด็น ‘Breaking Point’ ที่ต้องการให้อังกฤษฉีกตัวออกจากอียู

ฝั่ง ‘Remain’ อาศัยการหาเสียงจากการให้ข้อมูลของหน่วยงาน และผู้นำทั้งระดับประเทศและทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็น นางคริสตีน ลาร์การ์ด กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF นายมาร์ค คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ นายบารัก โอบามา นางแองเกลา เมอร์เคิล หรือแม้กระทั่งนางเจเน็ต เยลเลน ให้ย้ำถึงความสำคัญของการอยู่ในยูโร

อย่างไรก็ดี ผู้ที่น่าจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของชาวอังกฤษในวันพรุ่งนี้ (23 มิ.ย.) ผมคิดว่า ณ นาทีนี้ มีอยู่ 2 ท่าน ได้แก่ นายเจอโรมี โคบิน หัวหน้าพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นหัวหน้าของนางโจ คอกซ์ สมาชิกรัฐสภาพรรคแรงงาน ว่าจะให้น้ำหนักกับการหาเสียงของฝั่ง ‘Remain’ มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากคำพูดของนายโคบิน นับจากนี้ จะมีน้ำหนักมาก จากการเป็นหัวหน้าของนางคอกซ์โดยตรง ต้องบอกว่าที่ผ่านมานายโคบินหาเสียงแบบไม่มีสีสรรและจริงจัง จนเหมือนไม่อยากให้ฝั่ง ‘Remain’ ชนะ เนื่องจากเขาอาจจะได้ประโยชน์จากการ Brexit โดยหากนายคาเมรอนอาจต้องลาออกในระยะเวลาอันใกล้หลังจาก Brexit และเขาเองดูจะมีภาษีกว่าคนอื่นในการเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

อีกท่านหนึ่งที่จะเป็นคีย์แมนของชาวอังกฤษคือสามีของนางคอกซ์ คือ นายเบรนเดน คอกซ์ ที่ล่าสุดออกความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับการหาเสียงนายฟาราจผ่านทวิตเตอร์ของตนเอง ซึ่งตรงนี้ อาจจะทำให้ฝั่ง ‘Leave’ ลำบากใจในการตอบโต้เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวต่อความรู้สึกของประชาชนหากตอบโต้กลับไป อาจกล่าวได้ว่า Brexit เป็นการโหวตที่เข้าถึงจิตใจชาวอังกฤษหรือ Mindgame อย่างแท้จริง

ผมมองว่าโอกาสของการเกิด Brexit ในวันพรุ่งนี้ มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งแตกต่างจากการโหวตของการแยกตัวของสกอตแลนด์เมื่อปีกว่าๆ ที่แล้ว ที่ฝ่ายต้านการแยกตัวไม่มีแรงจูงใจในการหาเสียงเท่ากับฝั่ง ‘Leave’ ในครั้งนี้ ทำให้คะแนนเสียงที่แพ้ชนะกัน ไม่น่าจะห่างเกินร้อยละ 4-5 ผมคิดว่าไม่มีใครสามารถมั่นใจว่าใครจะชนะหรือแพ้ได้อย่างเต็มปาก ณ วันก่อนการลงประชามติ แต่ที่เห็นตรงกันคือสูสีมาก ให้ผมฟันธง ใจก็ยังชอบฝั่ง ‘Remain’ ว่าจะเฉือนหวิวแบบที่น่าจะชนะได้ด้วยคะแนนเสียงประมาณร้อยละ 52 ต่อ 48 หรือว่าร้อยละ 51 ต่อ 49 แต่ขอบอกว่าผมมั่นใจว่าจะเป็นเช่นนั้นแค่ไม่เกินร้อยละ 60 เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังลังเลอยู่มาก

มาดูกันว่า ‘No Turning Back’ ของนายคาเมรอน สู้กับ ‘Breaking Point’ ของนายฟาราจ ใครจะชนะใจชาวอังกฤษได้มากกว่า แล้วพรุ่งนี้จะได้ทราบกันว่า Brexit ไหมครับ