สตาร์ทอัพ vs.พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

สตาร์ทอัพ vs.พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน มีจำนวนมากที่อยู่ภายใต้รูปแบบของ Sharing Economy

นั่นคือ การให้บริการที่เว็บไซต์หรือแอพ เช่น Uber, Airbnb, Grabฯลฯ ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวกลาง โบรกเกอร์ หรือ ตลาดสำหรับผู้ให้บริการ ที่ความจริงแล้ว ก็คือผู้ใช้งานปลายทาง ที่นำทรัพยากรที่ตนมีอยู่ มายกระดับเพื่อให้บริการผ่านเว็บไซต์หรือแอพ เช่น รถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์ ในกรณีของ Uber หรือ Grab และที่พักในกรณีAirbnb

            Sharing Economy แท้ที่จริงมาจากรูปแบบของ Peer-to-Peer ซึ่งมี ธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่ประสบความสำเร็จจากยุคก่อนหน้านี้ ด้วยการให้บริการที่มาประยุกต์เป็น Social Networks หรือ Social Media เช่นFacebook, YouTube ฯลฯ

            เช่นเดียวกันเฟซบุ๊คหรือยูทูบ ก็ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง โดยเป็นเวทีกลางเพื่อให้ ผู้ใช้งานปลายทางนำเนื้อหาที่ตนมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ภาพ ข้อความ วีดิโอ มานำเสนอผ่านช่องทางของเว็บไซต์หรือแอพ

            ในเชิงกฎหมายแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Sharing Economy, Peer-to-Peer, Social NetworksหรือSocial Mediaมีปัญหาที่คล้ายกัน คือขอบเขตความรับผิดของ Uber, Airbnb, Grab, Facebook, YouTubeต่อการกระทำของผู้ใช้งานที่ได้นำเสนอบริการหรือ เนื้อหาผ่านระบบอย่างผิดกฎหมาย

 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 (พ.ร.บ.คอมฯฉบับเดิม)ได้กำหนดไว้ในมาตรา 15 ว่า

  “ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14”

            นั่นหมายความว่าธุรกิจสตาร์ทอัพ ในรูปแบบของSharing EconomyหรือPeer-to-Peerจะต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้ใช้งานที่กระทำผิด โดยเป็นคดีอาญาที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

            เว้นแต่ธุรกิจสตาร์ทอัพ จะพิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้จงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิด ซึ่งก็ต้องเป็นการพิสูจน์ในชั้นศาล ที่เริ่มต้นตั้งแต่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา และไม่ได้มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวว่าจะพิสูจน์อย่างไร ว่าตนไม่ได้สนับสนุนหรือยินยอม จึงเป็นการเดิมพันที่ถึงขั้นต้องมาติดคุกติดตารางสำหรับผู้ที่ริเริ่มมาทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ในรูปแบบของSharing Economy, Peer-to-Peer, Social NetworksหรือSocial Media

            เป็นที่ทราบกันดีว่ามาตรา 15 ในพ.ร.บ.คอมฯฉบับเดิม เป็นที่หวาดกลัวของธุรกิจข้ามชาติ ที่หลีกเลี่ยงการมาจดจัดตั้งนิติบุคคลในประเทศไทยและได้เลือกประเทศเพื่อนบ้าน เช่นสิงคโปร์ ทั้งๆที่ตลาดใหญ่กว่าคือประเทศไทย ส่วนหนึ่งของเงินที่เข้าไปในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยได้รั่วไหลโดยตรงไปที่สิงคโปร์ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้ทั้ง GDPภาษี ฯลฯ

            แต่สำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพของไทยนั้น ย่อมไม่มีทางเลือกที่จะไปจดจัดตั้งนิติบุคคลในต่างประเทศ เพื่อที่จะหลบเลี่ยง พ.ร.บ.คอมฯฉบับเดิม ยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจสตาร์ทอัพ ย่อมไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะจ้างทีมทนายความเป็นพนักงานประจำ ที่อาจมีจำนวนมากกว่าทีมโปรแกรมเมอร์ เพื่อมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน โดยใช้เวลาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา สำหรับทุกๆหนึ่งครั้งที่ผู้ใช้งานของบริการตนได้ทำความผิด

            ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ: ธุรกิจสตาร์ทอัพ ทำเว็บไซต์และแอพ เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้ามาReviewร้านอาหารได้ แต่มีอยู่มาวันหนึ่ง ผู้ใช้งานของธุรกิจสตาร์ทอัพ ได้เข้าไปเขียนReviewที่เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นความผิดตาม มาตรา 14 โดยที่ทีมงานของธุรกิจสตาร์ทอัพ อาจไม่มีเวลาได้ตรวจทานหรืออาจขาดความเชี่ยวชาญที่จะทราบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ จึงได้ปล่อยผ่านเข้าระบบไป

            ผลที่ตามมาทันที คือ เจ้าของ กรรมการ หรือทีมงานของธุรกิจสตาร์ทอัพ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาตาม มาตรา 15 และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองต่อไป จะได้รอดจากการที่ต้องถูกจำคุก

 และหากธุรกิจสตาร์ทอัพ ได้รับความนิยมในระดับหนึ่ง มีผู้ใช้งานที่เขียนReviewเป็นจำนวนมาก ในหลักร้อยหรือหลักพัน บทวิจารณ์ต่อวัน โอกาสที่จะมีผู้ใช้งานที่เขียนReviewที่มีความผิดย่อมต้องสูงขึ้นไปด้วย และทุกหนึ่งครั้งที่มีผู้ใช้งานที่เขียนReviewที่ผิดกฎหมาย ก็สามารถถูกดำเนินคดีเป็นอีกหนึ่งคดีได้ทุกครั้งสำหรับ เจ้าของ กรรมการ หรือ ทีมงานของธุรกิจสตาร์ทอัพ

            สำหรับแนวทางสากล ได้กำหนดขอบเขตความรับผิดสำหรับตัวกลาง ที่เหมาะสมกับSocial NetworksหรือSocial Mediaเช่น เฟซบุ๊คหรือยูทูบไว้เป็นอย่างได้ โดยระบุขั้นตอนการแจ้งเตือนและการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ที่เรียกกันว่าNotice and Take Downโดยกำหนดเป็นSafe Harborให้กับผู้ให้บริการที่ไม่ได้มีเจตนาจงใจสนับสนุนหรือยินยอม

            เพื่อแก้ไขปัญหาในกฎหมายฉบับเก่า ต้องขอขอบคุณรัฐบาลชุดนี้ที่ได้จัดทำ (ร่าง) พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่) ที้ได้กำหนดเพิ่มในมาตรา 15 ว่า

          “ให้รัฐมนตรีออกประกาศกำหนดขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ถ้าผู้ให้บริการพิสูจน์ได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามประกาศของรัฐมนตรีที่ออกตามวรรคสอง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ”

            สอดคล้องกันแนวทาง Notice and Take Down ของสากล และยกระดับกฎหมายของไทยให้เทียบเท่ากับแนวทางที่ยึดถือปฏิบัติกัน ในนานาอารยประเทศ

 อย่างไรก็ดี ร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องหละหลวมและเปิดช่องว่างให้ผู้ที่กระทำผิดสามารถลอยนวลได้ เพราะผู้ที่กระทำผิดตามมาตรา 14 คือผู้ที่นำเสนอข้อมูลปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ ยังคงต้องรับผิดอยู่ แต่การที่จะไปเอาผิดบริการ เช่น เฟซบุ๊คหรือยูทูบ ถึงขั้นต้องติดคุกตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.คอมฯฉบับเดิม คงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องและไม่ใช่แนวทางสากลแต่แรกอยู่แล้ว

          การแก้ไขมาตรา 15 ตาม ร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ เป็นก้าวเดินที่สำคัญในเส้นทางที่ถูกต้องและแสดงให้เห็นถึงความจริงจังของรัฐบาล ที่จะแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ในประเด็นปัญหาที่สำคัญของธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทย