Divergence Diversity and Convergence: สถาบัน รัฐ ตลาด(51)

Divergence Diversity and Convergence: สถาบัน รัฐ ตลาด(51)

R&D ไม่ได้ทำกันในระดับบริษัทเท่านั้น พื้นฐานการวิจัยที่แข็งแกร่งนั้นมีรากฐานอยู่ที่สถาบันการศึกษาชั้นสูง

หรือมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะพวก basic research และในแง่นี้มหาวิทยาลัยในยุโรปตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองล้าหลังกว่าอเมริกามากด้านการวิจัย

ยุโรปอาจมีมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ Bologya อิตาลีหรือมี Oxford ที่อังกฤษเจ็ดแปดร้อยปีก่อน แต่ 60 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การจัดอันดับมหาวิทยาลัย 10 แห่งเด่นที่สุดด้านการวิจัย(หรือ 20 แห่งแรก) ยุโรปมีแต่ Oxford และ Cambridge เท่านั้น ที่เหลือร้อยละ 80-90 เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกาทั้งสิ้น มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องชี้หรือสัญลักษณ์ของการอยู่ในแนวหน้าด้าน Technology Frontier อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ครั้งก่อนเราได้พบว่ายุโรปมุ่งความสนใจจดจ่ออยู่กับอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น เคมีภัณฑ์ รถยนต์ เครื่องจักรไฟฟ้า หรือสิ่งทอในกรณีของสเปนหรืออิตาลี เมื่อเทียบกับอเมริกาที่ให้ความสนใจกับ ไบโอเทค การแพทย์ คอมพิวเตอร์ ยา การบิน เป็นต้น

เป็นที่ทราบกันดีว่าโนเบลทางเศรษฐศาสตร์ยุคทอง โดยนักเศรษฐศาสตร์จากสหรัฐอเมริกาเกือบทั้งหมด Thomas Piketty จากหนังสือ Capital อาจเป็นข้อยกเว้นของยุโรป ในสายวิทยาศาสตร์ซึ่งรวมการแพทย์ เคมี และฟิสิกส์ก็เช่นเดียวกันในช่วง 60 ปี ค.ศ.1945-2003 อเมริกาได้รางวัลโนเบล 193 รางวัล อังกฤษ 44 เยอรมัน 23 สวิตเซอร์แลนด์ 18 ฝรั่งเศสและสวีเดนประเทศละ 10 สหภาพโซเวียต 9 และญี่ปุ่น 7

ข้อมูลการจดสิทธิบัตรชี้ให้เห็นว่าในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ประมาณ 56% ของสิทธิบัตรโลกในสาขาไฮเทคเป็นของสหรัฐโดยที่อียูมีเพียง 11% บอกถึงช่องว่างทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐและยุโรปอย่างชัดเจน

ในสหรัฐอัตราการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาสูงกว่ายุโรปยกเว้นฟินแลนด์ สวีเดน และนอรเวย์ในช่วง 46 ปี ตั้งแต่ ค.ศ.1960 นอกจากนี้สหรัฐมีประชากรที่เรียนในโรงเรียนนานที่สุดคือ 12 ปี สูงกว่าทุกประเทศในยุโรป อัตราส่วนการจดสิทธิบัตรต่อจำนวนนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของอเมริกาสูงกว่าของอังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส

ทำไมมหาวิทยาลัยในยุโรปโดยทั่วไปจึงไม่เด่นด้านวิจัยหรือสู้มหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา

อาจารย์ในมหาวิทยาลัยของยุโรปมักอ้างว่ารัฐขาดการสนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อการวิจัย หรืออ้างว่าภาระการสอนหนัก ไม่มีเวลาทำวิจัยหรือเงินเดือนต่ำ แต่นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้พบว่า หัวใจของปัญหาอยู่ที่ระบบการบริหารหรือ governance ของมหาวิทยาลัยที่ไม่ส่งเสริมการแข่งขันหรือโครงสร้างแรงจูงใจบกพร่องอย่างร้ายแรง งานวิจัยที่เปรียบเทียบในมหาวิทยาลัยของอังกฤษกับอิตาลีพบว่ารัฐบาลอังกฤษใช้เงินน้อยกว่าของรัฐบาลอิตาลี ภาระการสอนของอาจารย์ใกล้เคียงกัน แต่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยในอังกฤษมีผลงานวิจัยและได้รับการอ้างอิงสูงกว่าของอิตาลีกว่าเท่าตัว

ที่สวีเดนอาจคล้ายญี่ปุ่น นักศึกษาใช้เวลาเรียนเพื่อจบปริญญาเอกนานมาก บอกถึงความไม่มีประสิทธิภาพและการสูญเปล่า จำนวนมากจะลงเรียนวิชาสองวิชาที่อิตาลี เด็กอิตาลีลงทะเบียนแต่ไม่มาเรียนจำนวนมาก กว่าจะจบปริญญาตรีก็อายุใกล้ 30 หรือเกิน 30 จริงๆ เป็นพวกตกงานแฝงดีๆ นั่นเอง ระบบของอิตาลีคล้ายระบบราชการไทยสมัยก่อนหรือเดี๋ยวนี้ ที่เมื่อรับเข้าทำงานก็ประกันความมั่นคงอยู่ไปนานๆ เงินเดือนและความก้าวหน้ามาเองตามอายุการทำงาน เป็นระบบที่ปกป้องคุ้มครองพวกที่อยู่ในระบบซึ่งเป็นพวกคนวงในหรือ Insider ปกป้องอภิสิทธิ์ที่มีอยู่ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ระบบบริหารเน้นการรวมศูนย์อาจารย์อาวุโสเข้ากุมอำนาจ การเล่นพรรคเล่นพวกมีอยู่มากทั้งการรับอาจารย์ใหม่ การเลื่อนตำแหน่งวิชาการ ผลลัพธ์ของระบบยุโรปคือไม่สามารถสร้างงานวิจัยที่ดีได้

มหาวิทยาลัยยุโรปไม่ศรัทธาเรื่องการแข่งขัน เน้นความเสมอภาค ทุกคนได้เงินเดือนไม่ต่างกันมาก ค่าเล่าเรียนเก็บจากภาษีทั่วไปแทนที่จะเป็นภาระของผู้เรียนโดยคิดราคาตามคุณภาพของมหาวิทยาลัย ระบบแรงจูงใจเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการไม่ดี โลกทัศน์ของการบริหารมหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกาต่างกับของยุโรปอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น แม้ Stanford เป็นของเอกชน แต่ Berkeley เป็นของรัฐต่างก็แข่งขันกัน ในการดึงดูดอาจารย์และนักเรียนที่เด่นมาก โดยใช้แรงจูงใจทั้งเงินเดือนและการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ เงินเดือนผู้ช่วยศาสตราจารย์อาจต่างกันหลายเท่าตัวขึ้นอยู่กับการตีมูลค่าความสามารถ การแข่งขันของมหาวิทยาลัยในอเมริกาจึงสูงมาก การแข่งขันที่สูงมากับความไม่แน่นอนในอนาคตถ้าคุณไม่มีผลงานที่เด่นพอ

นี่คือแรงจูงใจให้ทุกคนต้องมีผลงาน การมีผลงานที่เด่นของมหาวิทยาลัยจะดึงดูดทุนจากภาคเอกชน ดึงดูดอาจารย์เก่งๆ ดึงดูดนักศึกษาที่มีคุณภาพโดยเฉพาะการเรียนปริญญาเอก คนยุโรปมักคิดว่าระบบของอเมริกันเป็นระบบของชนนั้นนำ ไม่มีความเสมอภาค คนยุโรปเชื่อว่าการใช้ภาษีทั่วไปมาส่งเสริมการศึกษาเป็นการกระจายรายได้โดยลืมไปว่าจริงๆ แล้ว คนที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยมักเป็นเด็กที่มีฐานะดีเป็นส่วนใหญ่คล้ายกับกรณีของไทย และอเมริกาก็มีระบบการกู้ยืมเงินและให้ทุนการศึกษาแก่ผู้เรียนดีแต่ขัดสนเช่นกัน

แน่นอนว่าระบบของอเมริกาเป็นแม่เหล็กดึงดูดทั้งอาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย (ฝีมือดี) จากยุโรปไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา นอกจากคุณภาพของมหาวิทยาลัยด้านความเป็นเลิศในการวิจัยแล้ว การสร้างพรมแดนความรู้ใหม่ๆ ของอเมริกาซึ่งเหนือกว่ายุโรป การที่ยุโรปไม่มีนโยบายด้านการป้องกันประเทศที่เป็นเอกภาพเหมือนของอเมริกาก็ทำให้การใช้จ่าย โดยรัฐใน R&D ของยุโรปเป็นรองอเมริกา งบประมาณด้านการทหารของอเมริกาผ่าน Pentagon นั้น ใหญ่มหึมามาก มันสูงถึงกว่าครึ่งของงบประมาณด้าน R&D ของรัฐบาลกลางสหรัฐ ส่วนของยุโรปนั้นน้อยกว่ามาก นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่โดยรวม R&D ของยุโรปต่ำกว่าของสหรัฐ อย่างไรก็ตามเราเริ่มได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในฝั่งยุโรปบ้างแล้ว เมื่อ NATO ทำสัญญาซื้อ Airbus Military A-400 M จำนวน 180 ลำ

นอกจากนี้ขีดความสามารถในการที่ธุรกิจจะเปลี่ยนมารับหรือใช้เทคโนโลยีใหม่ได้สะดวกและเร็วนั้น เงื่อนไขและสิ่งแวดล้อมความพร้อมของโครงสร้างปรัชญาของอเมริกาจะมีขีดความสามารถสูงกว่าของยุโรป เราต้องไม่ลืมว่าย้อนไปกว่า 20 ปี ในช่วงทศวรรษ 80 อเมริกาได้ผ่านประสบการณ์ Creative destruction ของบริษัทเก่าๆ มามาก

ทศวรรษ 80 เป็นช่วงของการปรับโครงสร้างบริษัทอเมริกัน บริษัทที่ถูกซื้อกิจการมาโดยการก่อหนี้หรือ LBO ต้องถูกปรับตัว ถูกหั่นขาย ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญกับกำไรและผลตอบแทน ไม่งั้นอาจถูก Take over หรือล้มละลาย

วัฒนธรรมแบบนี้ไม่เกิดหรือไม่เห็นในยุโรปในช่วงทศวรรษ 80 บริษัทในยุโรปจำนวนมากในอิตาลี ฝรั่งเศส ยังอยู่ในอ้อมกอดและถูกประคบประหงมโดยรัฐไม่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง การเปลี่ยนแปลงของบริษัทในยุโรปที่มีรัฐอุ้มชูจึงไม่ง่ายเพราะการเปลี่ยนแปลงมักต้องการฉันทานุมัติซึ่งมักจะไม่ง่ายเพราะมีแรงต้านทานจากสหภาพแรงงานเช่นที่พบในกรณีของฝรั่งเศส (เหมือนที่เกิดขึ้นขณะนี้) และเยอรมัน แต่ในกรณีของอเมริกาพลังของสหภาพไม่แข็งแกร่งเหมือนหลายประเทศในยุโรป เพราะอเมริกามีการปฏิรูปข้อกำหนดต่างๆ หรือ deregulation ก่อนยุโรป

เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด นโยบาย Industrial Policy การแข่งขันในตลาดสินค้ามีผลต่อการบริหารจัดการในตลาดแรงงาน ซึ่งมีผลต่อ creative destruction การสร้างสรรค์พัฒนาเทคโนโลยีและผลต่อความแตกต่างด้าน Productivity ระหว่างอเมริกาและยุโรป