โดรนสังหารและสร้างสรรค์

โดรนสังหารและสร้างสรรค์

ไม่มีใครไม่รู้จักโดรน (drone) ในปัจจุบัน ความเข้าใจเกี่ยวกับโดรนดูจะไปในทางไล่สังหารศัตรู แต่ในความ

เป็นจริงแล้ว โดรนมีบทบาทที่กว้างขวางกว่านั้น โดรนมีบทบาทที่สำคัญในอนาคตของโลกเพราะเป็นเทคโนโลยีของยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือ Industry 4.0

UAV หรือ Unmanned Aircraft System คืออากาศยานที่มีพลังขับเคลื่อนโดยปราศจากคนขับ คอมพิวเตอร์ช่วยบินโดยอัตโนมัติหรือมีการบังคับจากระยะไกล อาจใช้แล้วเสียหายไปเลยหรือเอากลับมาใช้อีก และอาจใช้ขนส่งสินค้าที่ทำลายล้าง หรือสินค้าปกติก็ได้

เมื่อเห็นคำจำกัดความนี้แล้วก็จะเห็นภาพโดรนที่เราคุ้นเคยว่า เอาไว้ใช้เพื่อสังหารนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ UAV เท่านั้น

โดรนที่ทำลายล้างมิใช่เป็นเพียงแค่เครื่องบินลำเล็กที่ขนระเบิดวิ่งเข้าใส่รถยนต์ หรือตึกรามบ้านช่องดังที่เห็นกันในภาพยนตร์เท่านั้น หากมีทั้งชนิดระเบิดแล้วกลับเอามาใช้ใหม่ได้ด้วย และมีทั้งขับเคลื่อนด้วยการบังคับตนเองและโดยการบังคับระยะไกล

UAV มี 6 ชนิดซึ่งได้แก่ (1) ใช้เป็นเป้าซ้อมยิงจากพื้นดินหรือเอาไว้บินลวงข้าศึก (2) ใช้ลาดตระเวนเพื่อหาข้อมูลสำหรับการสงคราม (3) ใช้สำหรับบินโจมตีสร้างความเสียหายในกรณีที่การบินมีความเสี่ยงสูง (4) ใช้สำหรับโลจิสติกส์ เช่น ในการขนส่งสินค้า อาหาร ยุทธภัณฑ์ (5) ใช้สำหรับการค้นคว้าวิจัย เช่น ในเรื่องอวกาศ ภูมิศาสตร์ พัฒนาการบิน และ (6) ใช้สำหรับการพาณิชย์เพื่อเก็บภาพ ข้อมูลการเกษตร

โดรนที่เราคุ้นเคยและนึกว่ามีชนิดเดียวคือชนิด (3) และโดรนที่ใช้สำหรับหาข้อมูลประกอบอาการอาพาธคือชนิด (6)

โดรนของเล่นที่มีขายกันในราคาตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 60,000 บาทอาจบินไม่ได้สูงนักเนื่องจากไม่มีความจำเป็น เช่น สูงไม่เกิน 2,000 ฟุตและระยะที่ไปได้ไม่เกิน 2 กิโลเมตร แต่เทคโนโลยีปัจจุบันนั้นไปไกลมาก ชนิด (3) ที่ใช้สำหรับการสงความนั้นบินได้สูงถึง 18,000 ฟุต รัศมีทำการ 160 กิโลเมตร และยังมีชนิดที่มีความสามารถสูงสุดบินได้สูงถึง 30,000 ฟุต โดยมีรัศมีทำการไม่มีจำกัด

นอกจากนี้ ยังมีโดรนที่บินด้วยความเร็วชนิดที่เรียกว่า hypersonic (ความเร็วเกินกว่า 5 Mach หรือ 5 เท่าของความเร็วของเสียง โดยเสียงเดินทางได้เร็วประมาณ 340 เมตรต่อวินาที หรือ 1,236 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) และบินได้สูงถึง 50,000 ฟุต ในรัศมีทำการ 200 กิโลเมตร

เมื่อโดรนมีความสามารถสูงถึงขนาดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดจึงถูกใช้บินแทนเครื่องบินที่มนุษย์ขับ ซึ่งมีต้นทุนในการฝึกฝนคนขับสูง และหากตกก็ทำให้เกิดความสูญเสียด้านจิตใจได้มาก นับวันเราจะเห็นโดรนถูกใช้เป็นเครื่องมือในสงครามและในการใช้ประโยชน์อื่นๆ มากขึ้นทุกที

มนุษย์มิได้เพิ่งนึกออกว่าเหตุใดจึงไม่ใช้เครื่องบินที่ไม่มีคนขับเข้าไปทิ้งระเบิดแทน ที่จริงมีมานานแล้วแต่ยังไม่พัฒนาถึงขั้นที่จะทำการแทนนักบินได้ ในปี 1849 ออสเตรียส่งบัลลูนที่บรรจุระเบิดให้ลอยตัวไปทิ้งลงเมืองเวนิส (โชคดีที่ไม่ได้ผล จึงยังมีอาคารที่งดงามและมีเรือให้นักท่องเที่ยวนั่ง ทั้งๆ ที่คนเวนิสหันไปใช้การคมนาคมวิธีอื่นกันนานแล้ว) นวัตกรรม UAV เริ่มปรากฏตัวจริงจังในตอนเริ่มต้นทศวรรษ 1900 โดยใช้เป็นเป้าซ้อมมือสำหรับทหาร

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-1918) มีความพยายามพัฒนา UAV และใช้อยู่บ้างประปรายอย่างไม่เป็นผล ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (1939-1945) มีการใช้ UAV ในการฝึกฝนทหารอเมริกันที่ยิงต่อสู้อากาศยานและในการโจมตี กองทัพนาซีของเยอรมันผลิต UAV หลายรูปแบบเพื่อใช้โจมตีฝ่ายพันธมิตร และสามารถสร้างความเสียหายได้มาก

​กองทัพสหรัฐอเมริกาพัฒนา UAV อย่างจริงจังหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และมีการใช้ในสงครามเวียดนามอย่างลับๆ กว่า 3,000 เที่ยว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมิให้เกิดการสูญเสียนักบิน มิใช่เพื่อการทำลายเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงสงคราม Yom Kippur War ในปี 1973 ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับซึ่งนำโดยอียิปต์และซีเรีย ถึงแม้อิสราเอลจะเป็นฝ่ายมีชัยยึดครองพื้นที่ได้กว้างขวาง แต่ก็สูญเสียเครื่องบินไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นในเวลาต่อมาอิสราเอลจึงพัฒนา UAV อย่างประสบความสำเร็จ และสามารถนำมาใช้อย่างได้ผลในทศวรรษ 1980

ในช่วงเวลาเดียวกันและต่อมากองทัพสหรัฐอเมริกาจึงร่วมมือกับอิสราเอลในหลายโครงการเพื่อพัฒนา UAV ในส่วนของ EU นั้นก็มีโครงการพัฒนา UAV เช่นเดียวกับจีน รัสเซีย อิหร่าน มีประมาณการว่า ในปี 2013 ไม่ต่ำกว่า 50 ประเทศใช้ UAV

สำหรับกิจการพลเรือนก็มีการพัฒนา UAV อย่างกว้างขวางขึ้นเช่นเดียวกันเพื่อใช้ในการสำรวจการผลิตสินค้าเกษตร ใช้ตามหาการหลงทาง ตรวจสอบท่อและสายไฟ ดูแลจัดการสัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ จัดส่งยาและวัสดุการแพทย์ไปในพื้นที่ยากลำบากต่อการเข้าถึง ดูแลสิ่งแวดล้อม ประสานงานความช่วยเหลือในกรณีพิบัติภัย สำรวจที่ดินและการออกโฉนด ป้องกันไฟป่า ตรวจสอบหลักฐานไฟไหม้ ป้องกันปัญหาดินถล่ม แก้ไขน้ำท่วมฉับพลัน หรือแม้แต่ตรวจสอบกิจกรรมและอารมณ์ของผู้ชุมนุมจำนวนมาก

โดรนสำหรับการสงครามโด่งดังอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้เมื่อโดรนสหรัฐที่เรียกว่า “รีพเพอร์ทิ้งระเบิดใส่รถยนต์นั่งคันหนึ่งบนถนนสายเชื่อมต่อระหว่างอิหร่านและปากีสถานสังหารผู้นำตาลีบัน มุโมฮัมหมัด มานซูร์ ได้สำเร็จพร้อมกับคนขับ

สหรัฐไล่สังหารมานซูร์ หลังจากที่เขาขึ้นดำรงตำแหน่งแทนมูฮัมหมัด โอมาร์ผู้นำคนก่อนฃึ่งเสียชีวิตในปี 2013 จากการป่วยด้วยวัณโรค (การตายของเขาถูกปิดบังอยู่ถึง 2 ปี) โอมาร์เองก็ถูกสหรัฐตามไล่สังหารเพราะเชื่อว่าช่วยเหลือนายบินลาเดนและกลุ่มอัลกออิดะห์ก่อนเหตุการณ์ 9-11

มานซูร์เป็นหัวหน้าได้เพียงปีเศษก็หนีโดรนไม่พ้น สาเหตุของการเป็นเป้าหมายก็คือสหรัฐและอัฟกานิสถานพยายามผลักดันให้เกิดการเจรจาสันติภาพสำหรับอัฟกานิสถาน โดยหวังว่าปากีสถานผู้ก่อตั้งตาลีบันแต่แรกจะสามารถชักจูงให้ผู้นำคนใหม่คือมานซูร์ร่วมเจรจาได้ แต่ปรากฏว่าเขาไปในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือโจมตีเป้าหมายของสหรัฐและอัฟกานิสถานอย่างนองเลือดหลายครั้ง เมื่อเป็นดังนี้ประธานาธิบดีบารัค โอบามา จึงเปิดไฟเขียวให้สังหารนายมานซูร์ ปัจจุบันผู้นำตาลีบันคนใหม่ที่ขึ้นมาแทนคือ นายอาคุนด์ซาดา

การแก้แค้นตอบโต้กันไปมาของคู่สงครามอย่างถึงพริกถึงขิง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของแต่ละฝ่ายดังที่เรียกว่า “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” มิให้ทำให้ทั้งคู่ฟันหลอและตาบอดเท่านั้น หากทำให้คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไม่มีทั้งฟัน ตาและชีวิตไปด้วยอย่างน่าสมเพช

สถิติมีว่า 41 คนที่ถูกสังหารโดยโดรนของสหรัฐไปนั้น มีคนตายไปด้วย 1,147 คน กลุ่ม Reprieve ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลยืนยันว่าโดรนไม่มีความแม่นยำดังที่กล่าวอ้างกัน โดรนซึ่งเป็นอาวุธที่ประธานาธิบดีโอบามาเลือกใช้เป็นพิเศษ เพราะเชื่อว่ามีผลต่อเป้าหมายเท่านั้นไม่เป็นความจริง เพราะการสำรวจความเสียหายระดับพื้นดินชี้ให้เห็นว่าเกิดสภาวะอัตรา 1 เป้าหมายต่อ 28 ศพ (1,147 หารด้วย 41) ​นับตั้งแต่ปี 2004 สหรัฐปล่อยโดรนเพื่อทำลายและสังหารถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2559 รวม 424 ครั้ง (ในสมัยโอบามา 373 ครั้ง) คนตายประมาณ 2,500-4,000 คน สำหรับอัฟกานิสถาน ตั้งแต่ 2015 สหรัฐใช้โดรนทำลายล้างราว 300 ครั้ง มีคนตายประมาณ 1,500-2,000 คน

โดรนให้ทั้งคุณและโทษมหันต์ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้และวัตถุประสงค์ จำนวนศพของเป้าหมายไม่ควรเป็นผลงานของโดรน จำนวนสมาชิกของมนุษยชาติที่ได้รับประโยชน์ต่างหากที่ควรเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของโดรน